ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ชูแผนบูรณาการ 5 มิติและโมเดลจังหวัดต้นแบบ เพื่อป้องกันและรับมือวิกฤตน้ำอย่างยั่งยืน หัวใจหลักต้องใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการจากข้อมูลภาพรวม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผนึกกำลังร่วมภาครัฐ เอกชน วิชาการ และผู้เชี่ยวชาญนานาชาติ จัดเวทีเสวนา “กันก่อนท่วม: น้ำแปรปรวน เมืองต้องพร้อม” ณ หอประชุมคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ชี้ทางรอดเมืองไทย เสนอแผน 5 มิติยกระดับการรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทย สู่การ “ป้องกันล่วงหน้า” อย่างเป็นระบบ โดยใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่แยกส่วนการทำงานตามกรมหรือจังหวัด เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน พร้อมจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” เป็นกลไกกลางประสานเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูล และการสื่อสารสาธารณะ เพื่อปกป้องเมืองและอนาคตของคนรุ่นต่อไป
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเปิดงานว่า ภัยน้ำไม่ใช่เพียงความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือทรัพย์สิน แต่คือการทำลาย “ชีวิตทั้งชีวิต” ทั้งโอกาสทางการศึกษา สุขภาพจิตครอบครัว ซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำและความมั่นคงของสังคม หากเกิดอุทกภัยในพื้นที่เศรษฐกิจชั้นในอย่างกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของประเทศ จะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจสูงถึง 10 ล้านบาทต่อนาที และก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมที่ไม่อาจประเมินค่า
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีความพร้อมด้านองค์ความรู้แบบสหสาขาวิชา ทั้งวิศวกรรม สถาปัตยกรรม วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ และมีศักยภาพในการเชื่อมประสานเครือข่ายทั้งสถาบันการศึกษา ภาครัฐ เอกชน ชุมชน รวมถึงความร่วมมือในระดับนานาชาติ เพื่อเสนอทางออกในการจัดการน้ำที่เป็นระบบและยั่งยืน ซึ่งเป็นที่มาของการจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม”
ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดตั้ง ศูนย์ “กันก่อนท่วม” ไม่ใช่เพียงบทบาททางวิชาการ แต่เป็นความรับผิดชอบของสถาบันอุดมศึกษาต่อสังคม โดยศูนย์ฯ จะเป็นกลไกกลางเชื่อมองค์ความรู้สู่การลงมือทำ สื่อสารข้อมูลความเสี่ยงน้ำให้ประชาชนเข้าใจง่าย ประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน และเปิดรับองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก ควบคู่กับบทเรียนจากพื้นที่จริง
รศ.ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับรูปแบบสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ทั้งจาก “น้ำเหนือ” “น้ำทะเลหนุน” ประกอบกับสภาวะ “ฝนสุดขั้ว” และ”ฝนแช่” เช่น ในพื้นที่หาดใหญ่ทำให้ปริมาณฝนถึง 80% ของฝนทั้งปี ตกลงมาในพื้นที่เดียวภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ สร้างความเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลันอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในมิติเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของประชาชน เห็นได้จากมูลค่าความสูญเสียและเสียหายของมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท คิดเป็น 70% ของงบประมาณแผ่นดินในปีดังกล่าว โดยผลกระทบกว่า 90% เกิดขึ้นกับภาคเอกชน ทั้งในรูปของความเสียหายและการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจ
ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จึงมีภารกิจเพื่อร่วมหาแนวทางลดความเสียหายและการสูญเสียจากวิกฤตน้ำ และเสริมสร้างความพร้อมของเมืองอย่างยั่งยืนในอนาคต โดยจะทำหน้าที่สื่อสารและประสานความร่วมมือด้านการป้องกันความเสี่ยงน้ำล่วงหน้าบนฐานข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เสริมพลังการทำงานของทุกภาคส่วน โดยไม่ซ้ำซ้อนหรือทดแทนภาครัฐ
ดร.วิทยา เสนอความร่วมมือ 5 มิติ สู่ “เมือง (ประเทศ) แห่งความเสถียรภาพ (The Resilient Metropolis)” เพื่อรับมือความเสี่ยงน้ำในระยะยาว โดยเน้นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของสังคม ได้แก่
มิติที่ 1: พลิกโฉมวิศวกรรม (Engineering Reinforcement)
เสริมศักยภาพโครงสร้างพื้นฐานเดิม ทั้งอุโมงค์ระบายน้ำ แนวป้องกันริมแม่น้ำ และสถานีสูบน้ำ โดยผสานแบบจำลองพยากรณ์ขั้นสูง AI ข้อมูลเรียลไทม์ และระบบดิจิทัล เพื่อให้สามารถคาดการณ์ล่วงหน้า และเตรียมการให้รองรับสถานการณ์ฝนสุดขั้วได้อย่างมีประสิทธิภาพ
มิติที่ 2: การจัดการน้ำเชิงลุ่มน้ำ (River Basin Management)
ขยายการป้องกันท่วมบรรเทาแล้งจากระดับเมืองสู่ระดับลุ่มน้ำ ผ่านการใช้แบบจำลองอุทกวิทยาและอุทกพลศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ AI และเทคโนโลยีดาวเทียม เพื่อประเมินทั้งมวลน้ำส่วนเกินและความเสี่ยงขาดแคลนน้ำล่วงหน้า สนับสนุนการบริหารจัดการมวลน้ำก่อนเข้าสู่กรุงเทพฯ ผ่านแผนบรรเทาอุทกภัยลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อให้ความปลอดภัยของเมืองไม่ขึ้นอยู่กับมาตรการภายในเขตเมืองเพียงอย่างเดียว
มิติที่ 3: นวัตกรรมระดับโลก (Global Innovation)
เรียนรู้จากแนวปฏิบัติสากล อาทิ ระบบป้องกันน้ำทะเลของเนเธอร์แลนด์ อุโมงค์ระบายน้ำใต้ดินขนาดยักษ์ของญี่ปุ่น และแนวคิดเมืองฟองน้ำจากจีนและสิงคโปร์ ผนวกภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทไทย
มิติที่ 4: การปรับตัวอยู่ร่วมกับน้ำ (Adaptive Strategy)
เปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการ “ต่อสู้กับน้ำ” สู่การ “อยู่กับน้ำ” ภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านโครงสร้างพื้นฐานสีฟ้า-เขียว การวางผังเมืองแบบยืดหยุ่น และการเสริมสร้างความรอบรู้ด้านสภาพภูมิอากาศให้กับประชาชน
มิติที่ 5: ขับเคลื่อนด้วยวิจัยและข้อมูลอัจฉริยะ (Smart Data & Research)
ใช้งานวิจัยและข้อมูลเชิงพื้นที่เป็นฐานกำหนดนโยบาย พัฒนานวัตกรรมตามบริบทพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมความร่วมมือรัฐ-เอกชน-ชุมชน และเพื่อป้องกันความเสี่ยงอย่างตรงจุดและยั่งยืน
นอกจากนี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยยังได้ร่วมมือกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) สหรัฐอเมริกา จัดทำโครงการบริหารจัดการน้ำบูรณาการเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ ควบคู่การอนุรักษ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดนำร่อง ได้แก่ น่าน (ต้นน้ำ): รักษาป่าต้นน้ำและลดภัยพิบัติ เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ ชัยนาท: ปรับพฤติกรรมเกษตรกร สร้างรายได้ ลดผลกระทบน้ำท่วม-แล้ง นครปฐม: บริหารจัดการคุณภาพน้ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจของจังหวัด และ กรุงเทพฯ: พัฒนาระบบติดตามและพยากรณ์ฝนแม่นยำฉับไว เพื่อความปลอดภัยเมือง
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงเน้นย้ำมาโดยตลอดว่า ปัญหาน้ำไม่อาจแก้ได้ด้วยโครงการเดียว แต่ต้องเข้าใจระบบทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และต้องวางแผนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง
“การจัดการน้ำคือเรื่องความมั่นคงของประเทศ ไม่ใช่นโยบายเฉพาะกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง ประเทศไทยต้องลงทุนกับการป้องกัน มากกว่าการซ่อมแซม”
ดร.สุเมธ ได้เสนอกรอบแผนการจัดการน้ำแบบบูรณาการต่อผู้กำหนดนโยบายและรัฐบาลในอนาคต ครอบคลุมทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมเน้นย้ำการทลายกำแพงการทำงานแบบแยกส่วน พร้อมเสนอว่า รัฐบาลในอนาคตจำเป็นต้องปรับโครงสร้างการทำงานด้านน้ำสู่การบูรณาการเชิงระบบ ด้วยการ
- ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันทั้งประเทศ
- วางแผนและสั่งการบนฐานลุ่มน้ำ ไม่ใช่ตามเส้นแบ่งกรมหรือจังหวัด
- เชื่อมงบประมาณ นโยบาย และความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน
โดยเห็นว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” จะเป็นกลไกสำคัญในการทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชิงรุก เชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย ข้อมูลเชิงพื้นที่ และการสื่อสารสาธารณะ เข้ากับการตัดสินใจของรัฐ เพื่อให้การป้องกันภัยน้ำของประเทศเกิดผลจริงในทางปฏิบัติ ไม่จบลงเพียงบนเวทีเสวนา หรือรายงานเชิงวิชาการ
เวที “กันก่อนท่วม” ยังได้รับเกียรติจากคุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม และผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ อาทิ เนเธอร์แลนด์ ญี่ปุ่น และสถาบัน MIT ร่วมแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตน้ำของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
หากเรารู้ก่อน เตรียมก่อน และร่วมมือกันก่อน ความสูญเสียจำนวนมากจะไม่เกิดขึ้น และนี่คือเหตุผลที่เราทุกคนต้องร่วมกัน “กันก่อนท่วม” ตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาเมือง และอนาคตของลูกหลานเราไว้ด้วยกัน
วงเสวนา ชู “ดาต้า-นวัตกรรม-ความร่วมมือ” รับมือวิกฤต ‘Black Swan’ ในอนาคต
ในงานเสวนาที่จัดขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เหล่าผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารเมือง และตัวแทนผู้ประสบภัย ได้ร่วมกันแบ่งปันประสบการณ์และเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย ณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คุณอโรชา นันทมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ผศ.ดร.พงษ์ศักดิ์ สุทธินนท์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมแหล่งน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ อ.ซากีย์ พิทักษ์คุมพล ผู้ปรสบภัน้ำท่วมหาดใหญ่ ปี 2568
เสียงจากพื้นที่: ความสูญเสียที่มากกว่าตัวเลขและการจัดการข้อมูลที่ล่าช้า
อาจารย์ซากี (ตัวแทนผู้ประสบภัยหาดใหญ่) ได้ถ่ายทอดบทเรียนจากเหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ล่าสุด โดยระบุว่าปริมาณน้ำที่เข้ามามีมากถึง 3,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถของโครงสร้างระบายน้ำที่รับได้เพียง 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเกือบสองเท่า
อาจารย์ซากีย์ เล่าถึงความสูญเสียที่เจ็บปวด เช่น กรณีหญิงวัย 40 ปีที่เสียชีวิตในบ้านขณะช่วยครอบครัวขึ้นที่สูง และการที่ประชาชนต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดโดยไม่สามารถพึ่งพารัฐได้ในวินาทีวิกฤต สิ่งที่อาจารย์เน้นย้ำว่าเป็นหัวใจสำคัญคือ การจัดการข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลกลุ่มเปราะบาง (608) และการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่ยังขาดเอกภาพ พร้อมเสนอว่ารัฐควรให้ความสำคัญกับ การซ่อมเครื่องมือประกอบอาชีพ เช่น รถจักรยานยนต์ เพื่อให้คนจนเมืองสามารถกลับมาตั้งตัวได้เร็วที่สุด
นครปฐมโมเดล: พลังแห่งความจริงใจและการทำงานแบบบูรณาการ
ผู้ว่าราชการจังหวัดนครปฐม ได้ร่วมแบ่งปันความสำเร็จในการจัดการน้ำของจังหวัด โดยระบุว่ากุญแจสำคัญคือ “หลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9″ และการสร้างความร่วมมือผ่านภาคีเครือข่าย นครปฐมใช้การรับฟังความคิดเห็นจากคนทุกช่วงวัย (7-72 ปี) มากำหนดแผนพัฒนาจังหวัด
ผู้ว่าฯ ระบุว่านครปฐมมีจุดแข็งด้านการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมที่เข้มแข็ง (ติดอันดับท็อป 8 ของประเทศ) โดยทำงานร่วมกับมูลนิธิแม่น้ำท่าจีนเพื่อจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ แม้จะมีอุปสรรคด้านข้อกฎหมายในการประกาศเขตภัยพิบัติที่เชื่อมโยงกับจังหวัดปลายน้ำ ดังนั้นหากเปเนไปได้ควรมีการปรับแก้ข้อกำหนดบางประการ เพื่อเอื้อให้การแก้ปัญหาน้ำดำเนินได้อย่างรวดเร็วและเป็นระบบ
แต่อย่างไรก็ตามทางจังหวัดได้ชี้ให้เห็นประเด็นสำคัญว่า ควรแก้ไขปัญหาที่ทำได้ทันทีเป็นอันดับแรก นั่นคือ การกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ผักตบชวา ซึ่งช่วยลดเวลาระบายน้ำจากเดิม 2 วันเหลือเพียงไม่กี่ชั่วโมง
กรุงเทพมหานคร: การใช้เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์รับมือน้ำทะเลหนุน
ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร อธิบายว่ากรุงเทพฯ เผชิญความเสี่ยงจาก 3 แหล่งน้ำ คือ น้ำฝน น้ำเหนือ และน้ำหนุน โดยเฉพาะน้ำฝนที่ต้องใช้วิธี “ปิดล้อมและสูบออก” เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของกรุงเทพฯ ต่ำกว่าระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา
ผู้ว่าฯ ชัชชาติระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กทม. ได้ใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แก้จุดเสี่ยงน้ำท่วมไปแล้วกว่า 300 จุด จากทั้งหมด 737 จุด สำหรับแผนในอนาคต กทม. กำลังพัฒนาการเตือนภัยผ่านระบบ Cell Broadcast และการทำแบบจำลอง (Modeling) ที่สามารถพยากรณ์น้ำท่วมได้ละเอียด และมีข้อมูลประชากรในแต่ละพื้นที่ในระดับบ้านเลขที่ เพื่อให้ประชาชนเตรียมตัวได้ทันท่วงที อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่น่ากังวลที่สุดในระยะยาวคือ น้ำทะเลหนุนสูง ซึ่งอาจต้องพิจารณาการสร้างประตูกั้นน้ำที่ปากแม่น้ำในอนาคต
มุมมองวิศวกรรม: รับมือวิกฤต ‘Black Swan’ ด้วยระบบ Hybrid และ AI
อาจารย์พงศักดิ์ (คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ) ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันเรากำลังเผชิญกับสถิติฝนใหม่ (New High) ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบ 30 ปี และเตือนให้ระวังปรากฏการณ์ “Black Swan” (หงส์ดำ) หรือเหตุการณ์สุดโต่งที่เกิดจากปัจจัยลบหลายอย่างมารวมกัน เช่น ฝนตกหนักพร้อมน้ำทะเลหนุนสูง
อาจารย์เสนอทางออก 3 ประการ:
1. ระบบ Hybrid: ผสมผสานโครงสร้างสีเทา (เขื่อน/ท่อ) เข้ากับโครงสร้างสีเขียว (พื้นที่รับน้ำธรรมชาติ),
2. นวัตกรรม AI: ใช้การพยากรณ์อากาศที่แม่นยำล่วงหน้า 3 วันเพื่อช่วยในการตัดสินใจ
3. การทลาย “ไซโล” (Silo): การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐ เอกชน และวิชาการ โดยให้มหาวิทยาลัยเป็นแพลตฟอร์มกลางในการขับเคลื่อน (Call for Action)
โดยสรุปข้อคิดเห็นในภารวมมองว่า การพึ่งพาเพียงโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องอาศัยการจัดการข้อมูลที่แม่นยำและการปรับเปลี่ยนแนวคิดเพื่ออยู่ร่วมกับน้ำให้ได้
