Home » ทำไมกระบวนการอนุมัติซอฟต์แวร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถึงล้าหลัง — และแนวทางปฏิรูปสู่อนาคตที่คล่องตัวและปลอดภัย

ทำไมกระบวนการอนุมัติซอฟต์แวร์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ถึงล้าหลัง — และแนวทางปฏิรูปสู่อนาคตที่คล่องตัวและปลอดภัย

278 views

ในโลกที่สนามรบพัฒนาอย่างรวดเร็ว กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (DoD) กลับต้องเผชิญกับปัญหาสำคัญ ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีระดับสูงอยู่ในระบบอย่างมากมาย แต่เหล่าทหารกลับต้องรอเป็นเดือนหรือเป็นปี กว่าซอฟต์แวร์สำคัญที่จำเป็นจะถูกอนุมัติให้ใช้งานได้ เนื่องจากกระบวนการ Authority to Operate (ATO) ภายใต้ Risk Management Framework (RMF) มีความล้าสมัยและซับซ้อน

ปัญหาหลัก: ระบบ ATO ล้าหลังและขัดนวัตกรรม

ระบบที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการใช้งานเทคโนโลยี

  • ระบบ ATO ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบสารสนเทศ แต่กลับกลายเป็นอุปสรรคจากกระบวนการที่เข้มงวดและไม่สอดคล้องกัน
  • ผู้อนุมัติแต่ละรายมีมาตรฐานประเมินความเสี่ยงไม่เหมือนกัน ทำให้เกิดความล่าช้า ไม่เสถียร และบางโครงการต้องดำเนินการใหม่ซ้ำ ๆ
  • ตัวอย่างเช่น ซอฟต์แวร์ Okta สำหรับ Identity Access Management ที่สนับสนุนการทำงานแบบ Zero Trust ก็ยังติดอยู่ในขั้นตอนการขอ ATO

ความสับสนในการประเมินความเสี่ยง

ระบบ RMF กับการใช้งานจริง

  • RMF ถูกออกแบบให้ประเมินจาก ความเสี่ยง แทนเช็กลิสต์ แต่นำไปสู่กระบวนการเอกสารที่ไม่สิ้นสุดในทางปฏิบัติ
  • ไม่มี มาตรฐานกลาง สำหรับผู้อนุมัติ ทำให้เมื่อใช้งานในหน่วยงานอื่น ต้องเริ่มกระบวนการขอ ATO ใหม่
  • การประเมินส่วนใหญ่ยังเป็น manual และตรวจเฉพาะช่วงเวลา (snapshot) แทนการติดตามอย่างต่อเนื่อง

ช่องว่างทักษะในบุคลากรด้าน Cybersecurity

ความไม่สอดคล้องระหว่างเทคโนโลยีกับความรู้ของบุคลากร

  • เจ้าหน้าที่ด้าน Cybersecurity จำนวนมาก ไม่มีความรู้ เรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น Cloud-native, Containerization หรือ Infrastructure-as-Code
  • ประสบการณ์ของผู้เขียนพบว่าทีมประเมินยัง ไม่รู้จัก Kubernetes แม้เป็นเทคโนโลยีหลักที่ใช้งานอยู่แล้วใน DoD
  • ต้องเสียเวลา สอนผู้ประเมิน ก่อนเริ่มขั้นตอน ATO จริง

แนวทางแก้ไขที่แนะนำ

  1. ลงทุนในบุคลากรและการฝึกอบรม

    • สร้างบุคลากร Cyber รุ่นใหม่ที่มีทักษะด้าน CI/CD, Security Automation และ Cloud Architecture
    • จัดอบรม, สร้างสายอาชีพเฉพาะ และสร้าง แรงจูงใจจากทักษะ ไม่ใช่แค่จากประสบการณ์
  2. สร้างระบบอัตโนมัติสำหรับการควบคุมความปลอดภัย

    • ใช้การตรวจสอบอัตโนมัติสำหรับ Zero Trust, การยืนยันตัวตน, การสแกนหาช่องโหว่ และการล็อกข้อมูล (logging)
    • หากซอฟต์แวร์ตรวจสอบเกณฑ์อัตโนมัติผ่าน ก็สามารถ ใช้งานได้ทันที ในระบบจริง
  3. ลดงานเอกสารที่ซ้ำซ้อน

    • เปลี่ยนจากเอกสาร Word แบบคงที่ มาเป็น “เอกสารแบบมีชีวิต” ที่อัปเดตอัตโนมัติจาก pipeline
    • เช่น แผนผังระบบ, ข้อมูลเทเลเมตริกด้านความปลอดภัย และผลทดสอบ

SWFT: จุดเปลี่ยนทางวัฒนธรรม

เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา DoD ได้เปิดตัวแนวทางใหม่ชื่อว่า Software Fast Track (SWFT) โดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการพัฒนาซอฟต์แวร์ ผ่านมาตรฐานแบบ โมดูลาร์ และการวัดผลจาก ความต้องการของหน่วยรบ

แต่เพื่อให้ SWFT สำเร็จจริง จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลง วัฒนธรรมองค์กร โดยบุคลากรด้านจัดซื้อและไซเบอร์ต้องเลิกมองว่า compliance คือเช็กลิสต์ และหันมาให้คุณค่ากับ การออกแบบระบบที่ปลอดภัยตั้งแต่ต้น

สรุป

  • ถึงเวลาแล้วที่ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ต้องยกระดับทักษะบุคลากร
  • ปรับโครงสร้างการอนุมัติให้ ยืดหยุ่น ปลอดภัย และเป็นอัตโนมัติ
  • เปลี่ยนมุมมองการรักษาความมั่นคงให้เป็น ภารกิจสนับสนุนการรบ แทนที่จะเป็นอุปสรรค

หากยังปล่อยให้กระบวนการ ATO ล่าช้าและขวางทางนวัตกรรมต่อไป อเมริกาอาจสูญเสีย ความได้เปรียบ ในสนามรบยุคดิจิทัลอย่างไม่อาจมองข้ามได้

You may also like

The-Perspective แหล่งรวมองค์ความรู้ มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ เกาะติดข่าวสารคาดการณ์อนาคต

Tel:  081-619-9494
Email:
editor@the-perspective.co
naiyanaone@gmail.com

Total Visit:

470,149

17/04/2026

Latest Posts

The-Perspective © All Right Reserved.

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลและรวบรวมสถิติวิจัยทางด้านการตลาด การวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนนำมาปรับปรุง และควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอม ท่านยังสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ปกติ ยอมรับทั้งหมด