บิ๊กซีเดินหน้าปูทางให้สินค้า SME ไทยเข้าสู่ช่องทาง Modern Trade อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านงาน “BIG C BIZCONNECT ครั้งที่ 2 : Local Bridge District Drive” ซึ่งสะท้อนความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชนในการขยายโอกาสทางการตลาดให้ผู้ประกอบการไทย พร้อมยกระดับสินค้าไทยให้เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น
ภายในงานเปิดตัว 5 มิถุนายนนี้ ได้รับเกียรติจาก คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และ คุณรพันธ์ อัศวะธนกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย ร่วมงานแถลงข่าว
คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาซน) กล่าวว่า “BIG C BIZCONNECT ไม่ได้เป็นเพียงเวทีทางธุรกิจ แต่เป็นอีกหนึ่งความตั้งใจของบิ๊กซีในการสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตไปด้วยกัน เราอยากเป็นสะพานเชื่อมระหว่างสินค้าคุณภาพจากชุมชนกับผู้บริโภคทั่วประเทศ พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาสินค้า ยกระดับมาตรฐาน และขยายตลาดได้อย่างมั่นคงในระยะยาว”
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บิ๊กชีได้เดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการไทยอย่างต่อเนื่อง ผ่านการคัดสรรสินค้า การให้คำปรึกษาโดยทีมผู้เชี่ยวชาญในโครงการ SME Clinic รวมถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการตลาด การจัดการ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เพื่อช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐานระดับสากล
คุณฐาปณี กล่าวว่า บริษัทได้จัดทีมเฉพาะกิจดูแลผู้ประกอบการ SME โดยตรง เพื่อให้คำแนะนำทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ และการตลาด พร้อมเปิดช่องทางติดต่อใกล้ชิดผ่านทีม QA, trade plan และผู้ซื้อสินค้า เพื่อให้การจับคู่ธุรกิจเกิดขึ้นได้ทันทีในวันงาน และครอบคลุมสินค้าทุกหมวดหมู่
ทั้งนี้ บิ๊กซีตั้งเป้าสรุปผลคัดเลือกผู้ประกอบการที่มีความพร้อมภายในไม่เกิน 1 เดือนครึ่ง และคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาไม่เกินราว 3 เดือนก่อนนำสินค้าออกจำหน่ายในสาขาบิ๊กซีทั่วประเทศ ซึ่งในการเปิตัวโครงการวันนี้มี SME ที่ได้การคัดเลือกมาร่วมในงานราว 140 ราย
ด้านเป้าหมายเชิงธุรกิจ บิ๊กซีต้องการให้เครือข่ายสาขาเป็นช่องทางขายที่เป็นประโยชน์ต่อสินค้าไทยคุณภาพดี พร้อมขยายโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงผู้บริโภคในภูมิภาคได้มากขึ้น คุณฐาปณีระบุว่า แนวทางนี้สะท้อนความตั้งใจที่จะทำงานใกล้ชิดกับ SME มากกว่าการเป็นเพียงคู่ค้าทั่วไป แต่เป็นการพัฒนาธุรกิจร่วมกันตั้งแต่ต้นทางจนถึงการวางจำหน่ายจริง
เปิดเกมเชื่อม SME สู่เชลฟ์ค้าปลีก
คุณพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า กิจกรรมครั้งนี้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมเจรจาธุรกิจกว่า 100 ราย และคาดหวังมูลค่าเจรจาหลังงานไม่น้อยกว่า 24 ล้านบาท โดยมองว่าการจับคู่ธุรกิจไม่ได้เป็นเพียงการพบกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระยะยาว ที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับข้อเสนอแนะเพื่อนำไปพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากขึ้น
ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดขึ้นโดย บิ๊กซีและกรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องการสร้าง “เวทีจริง” ให้สินค้าไทยมีโอกาสเข้าไปอยู่บนเชลฟ์ของค้าปลีกสมัยใหม่ โดยเฉพาะสินค้าที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราว และมีศักยภาพเชิงพาณิชย์ แนวทางดังกล่าวช่วยให้ SME ไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิต แต่สามารถขยับสู่การวางตำแหน่งสินค้า การสื่อสารแบรนด์ และการพัฒนาคุณภาพตามมาตรฐานตลาดค้าปลีกได้พร้อมกัน
ความหมายเกินกว่าการจับคู่
สิ่งที่น่าสนใจของงานนี้คือการวางบทบาทของ Modern Trade ให้เป็นมากกว่าช่องทางขาย แต่เป็นเครื่องมือยกระดับศักยภาพธุรกิจของ SME ไทยในภาพรวม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าชี้ว่า กรมฯ ทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” ผู้ประกอบการกับตลาดและพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้ง Modern Trade แพลตฟอร์มออนไลน์ ภาคการท่องเที่ยวและบริการ รวมถึงคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ตลาดอย่างมืออาชีพ
ในมุมของภาคเอกชน บิ๊กซีไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเปิดพื้นที่ขาย แต่ยังกลายเป็นผู้ร่วมออกแบบโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ผลิตรายย่อย โดยเอกสารที่แนบมาระบุถึงการต่อยอดช่องทางจัดจำหน่ายไปสู่ผลิตภัณฑ์ด้านความยั่งยืน รองรับผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสินค้า กระบวนการผลิต และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นั่นหมายความว่าโจทย์ของ SME วันนี้ไม่ใช่แค่ “มีสินค้า” แต่ต้อง “มีสินค้าแบบที่ตลาดต้องการ” ทั้งในเชิงคุณภาพ เรื่องเล่า และคุณค่าทางสังคมไปพร้อมกัน
ยั่งยืนคือโอกาสใหม่
อีกประเด็นที่ชัดเจนจากข่าวนี้คือการผลักดันสินค้าในกลุ่มความยั่งยืน ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าวางให้เป็นทิศทางสำคัญของการสร้างโอกาสทางการค้าใหม่ โดยเตรียมเชิญบิ๊กซีเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาธุรกิจในวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ภายใต้โครงการสร้างโอกาสธุรกิจใหม่ สู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างยั่งยืน สินค้ากลุ่มนี้ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การลดการใช้พลังงานและทรัพยากร ไปจนถึงการลดของเสียและมลพิษ ซึ่งเป็นแนวโน้มที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่
ภาพรวมของความร่วมมือสะท้อนบรรยากาศการผลักดันเชิงปฏิบัติ เกิดการจับคู่ธุรกิจเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสำเร็จ ของประกอบการที่จะสามารถปรับสินค้า สร้างแบรนด์ และขยายช่องทางขายได้อย่างยั่งยืนในระยะต่อไป
