4 ยักษ์ใหญ่แพลตฟอร์มดิจิทัลผนึกกำลังตั้ง TDPA ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่มาตรฐานสากล ตั้งเป้าดันสัดส่วน GDP ดิจิทัลแตะ 30% ในปี 2573
การรวมตัวครั้งประวัติศาสตร์ของผู้นำแพลตฟอร์มดิจิทัล ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมดิจิทัลในประเทศไทย เมื่อ 4 แพลตฟอร์มชั้นนำระดับประเทศ ได้แก่ Grab, Lazada, LINE MAN Wongnai และ Shopee สลัดภาพคู่แข่งทางธุรกิจชั่วคราวเพื่อรวมตัวกันจัดตั้ง สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (Thai Digital Platform Trade Association: TDPA) อย่างเป็นทางการ
TDPA มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ระบบนิเวศดิจิทัล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้มาตรฐานสากล แม้ในทางธุรกิจทั้ง 4 บริษัทจะเป็นคู่แข่งที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น แต่ด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกันที่มองเห็นว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไม่ใช่เพียงแค่ภาคธุรกิจหนึ่ง แต่คือ “เครื่องยนต์หลัก” ในการขับเคลื่อนประเทศไทย จึงนำมาสู่การรวมพลังในครั้งนี้
วิสัยทัศน์และพันธกิจ TDPA
เมื่อเศรษฐกิจดิจิทัลคือความหวังใหม่ของไทย พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี นายกสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (และรองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ ลาซาด้า ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจดิจิทัลมีสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP ไทย และคาดการณ์ว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปถึง 30% ภายในปี 2573 สอดคล้องกับรายงาน e-Conomy SEA Report 2025 ที่ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 1.73 ล้านล้านบาท ครองอันดับ 2 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ด้าน คุณจิรวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว เลขาธิการและที่ปรึกษาสมาคมฯ เสริมว่า เศรษฐกิจดิจิทัลคือความหวังสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) โดยการสร้างระบบนิเวศที่น่าเชื่อถือและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกรรม
เปิด 4 หลักการสำคัญในการดำเนินงานของ TDPA
เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างความยั่งยืน สมาคมฯ ได้ประกาศยึดมั่นในหลักการ 4 ประการ ได้แก่:
- ความเป็นกลางและการแข่งขันที่เป็นธรรม: มุ่งสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียมเพื่อให้แพลตฟอร์มใหม่ๆ และ SME สามารถเติบโตได้จริง
- การกำกับดูแลที่เน้นวัตถุประสงค์: ทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อผลักดันกฎระเบียบที่ตอบโจทย์นโยบายสาธารณะ โดยไม่เป็นอุปสรรคต่อการเกิดนวัตกรรม
- ความโปร่งใสและความไว้ วางใจ: สร้างมาตรฐานที่ชัดเจนด้านข้อมูล ความปลอดภัย และการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้ทุกภาคส่วนมั่นใจในการใช้งาน
- การเสริมสร้างทักษะและการเข้าถึงโอกาส: สนับสนุนให้ธุรกิจไทยนำสินค้าและบริการเข้าสู่โลกดิจิทัล และพัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการอย่างเป็นรูปธรรม
โอกาสและความท้าทายในมุมมองของแต่ละแพลตฟอร์ม
ตัวแทนจากทั้ง 4 แพลตฟอร์มได้ร่วมแบ่งปันมุมมองต่อโอกาสในอนาคต ดังนี้
พันโทหญิง ดร. ธมกร ศุภธนรังสี รองประธานฝ่ายรัฐสัมพันธ์ ลาซาด้า ประเทศไทย กล่าวว่า จาก E-Commerce สู่ “Confidence Commerce” ยุคแห่งความเชื่อมั่น ในมุมมองของแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ดร. ธมกร ชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันตลาดได้ก้าวเข้าสู่ยุค “Confidence Commerce” หรือพาณิชย์ดิจิทัลที่เน้นความมั่นใจ แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตลาดกลางที่ช่วยดูแลทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ตั้งแต่ระบบการชำระเงินที่ปลอดภัย โลจิสติกส์ที่ครอบคลุม ไปจนถึงการดูแลหลังการขายและการคืนสินค้า นอกจากนี้ แพลตฟอร์มยังช่วยให้ ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถแข่งขันกับแบรนด์ใหญ่ได้ โดยใช้เครื่องมือดิจิทัลและ AI ที่แพลตฟอร์มจัดหาให้ เช่น การทำแคตาล็อกสินค้าและการนำเสนอช่องทางตลาดระดับโลก
การสร้าง “One Voice” เพื่อลดภาระภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพ ดร. ธมกร อธิบายถึงเหตุผลสำคัญในการตั้งสมาคมฯ ว่าจะช่วยให้การทำงานร่วมกับภาครัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น จากเดิมที่ภาครัฐต้องเรียกคุยกับบริษัทแพลตฟอร์มที่มีกว่า 200 แห่งทีละราย ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับเจ้าหน้าที่ การมีสมาคมฯ จะช่วยให้ภาคเอกชนได้พูดคุยหาจุดร่วมที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสังคมไทยก่อนนำเสนอเป็น “เสียงเดียวกัน” (One Voice) ช่วยให้การออกกฎระเบียบต่างๆ มีความรวดเร็ว โปร่งใส และสร้างมาตรฐานที่ชัดเจนให้กับทุกภาคส่วน
บทบาทคู่คิดภาครัฐในการแก้ปัญหามิจฉาชีพ ในประเด็นการป้องกันมิจฉาชีพ ดร. ธมกร และสมาคมฯ ได้แสดงบทบาทในการเป็น “คู่คิด” ให้กับภาครัฐ โดยมีการแชร์องค์ความรู้ (Knowledge) และแนวปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ (Best Practice) ตัวอย่างที่สำคัญคือการให้ไอเดียแก่ทางตำรวจจนนำไปสู่การออกกฎหมาย การระงับบัญชีที่ฉ้อโกงอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นความร่วมมือเชิงรุกในการปกป้องผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ จะไม่เปิดเผยรายละเอียดวิธีการทำงานเชิงลึกเพื่อป้องกันไม่ให้มิจฉาชีพเรียนรู้และหาช่องทางหลบเลี่ยง
โครงสร้างสมาคมและการเปิดรับสมาชิก ดร. ธมกร ระบุว่าสมาคมฯ เปิดกว้างสำหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกประเภทที่ จดทะเบียนในประเทศไทย มีการจ้างงานคนไทย และเสียภาษีในประเทศ โดยไม่จำกัดว่าต้องเป็นอีคอมเมิร์ซเท่านั้น แต่รวมถึงแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยว การเงิน หรือโซเชียลคอมเมิร์ซ การดำเนินงานภายในจะใช้ระบบ ฉันทามติ (Consensus) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความเห็นที่ส่งออกไปในนามสมาคมเป็นที่ยอมรับของสมาชิกทุกคนและเป็นกลางที่สุด โดยก้าวข้ามผลประโยชน์ทางการแข่งขันของแต่ละบริษัท
ดร.มาลียา โชติสกุลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายสาธารณะและรัฐกิจสัมพันธ์ LINE MAN Wongnai ในฐานะตัวแทนสมาชิกก่อตั้ง สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ได้เน้นย้ำถึงจุดแข็งของแพลตฟอร์มที่พัฒนาโดยคนไทยและมุ่งเน้นการให้บริการในประเทศไทยแบบ 100% โดยระบุว่าความเข้าใจในบริบทท้องถิ่นช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถเจาะลึกการให้บริการได้ถึงระดับ “อำเภอ” ซึ่งหมายความว่าแม้แต่ร้านอาหารขนาดเล็กในชุมชนที่ห่างไกลก็มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อขยายตลาดและเข้าถึงลูกค้าได้ไม่ต่างจากร้านในเมืองใหญ่ การออกแบบเทคโนโลยีให้ “ใช้งานง่าย” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการอัปสกิล (Up-skill) ผู้ประกอบการให้ใช้งานได้จริง ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำและทำให้ร้านเล็กในชุมชนสามารถแข่งขันในตลาดเดียวกับร้านใหญ่ได้อย่างเป็นธรรม
โอกาสที่จับต้องได้สำหรับคนไทยทุกกลุ่ม ดร.มาลียา ชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจแพลตฟอร์มสร้างโอกาสที่ชัดเจนในหลากหลายมิติ เช่น การเปิดพื้นที่ให้พนักงานออฟฟิศสามารถหา รายได้เสริม หลังเลิกงานผ่านการรับส่งคนหรือส่งอาหาร หรือช่วยให้ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใน “ซอยลึก” ซึ่งไม่มีคนเดินผ่านสามารถมีตัวตนและถูกมองเห็นโดยลูกค้าจำนวนมากบนโลกออนไลน์ นอกจากนี้ยังเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับ ผู้เกษียณอายุ ที่ยังต้องการสร้างรายได้ โดยสามารถเริ่มต้นธุรกิจหรือเปิดร้านอาหารได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่ายุคก่อนอย่างมากจากการใช้ประโยชน์จากระบบนิเวศของแพลตฟอร์ม
บทเรียนจากยุโรป: อย่าให้ความกังวลนำไปสู่การกำกับที่ผิดทิศ ในด้านความท้าทาย ดร.มาลียา มองว่าสิ่งสำคัญคือการทำให้คนไทย “พร้อม” ที่จะเก็บเกี่ยวโอกาสนี้ไปพร้อมกับคนทั่วโลก เธอเตือนว่าหากขาดความเข้าใจในเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความไม่รู้อาจกลายเป็น “ความกังวล” และนำไปสู่การกำกับดูแลที่ “ผิดทิศทาง” โดยได้ยกกรณีศึกษาจาก สหภาพยุโรป ที่เคยมีการกำกับดูแลเข้มงวดจนนวัตกรรมไหลออกไปยังประเทศคู่แข่งอย่างสหรัฐอเมริกาและจีน ส่งผลให้ยุโรปต้องกลับมาทบทวนทิศทางของตนเองใหม่ การจัดตั้งสมาคม TDPA จึงมุ่งหวังที่จะเป็นตัวกลางในการทำงานร่วมกับภาครัฐเพื่อกำหนดทิศทางที่ถูกต้อง สร้างความสมดุล และมั่นใจว่าการกำกับดูแลจะเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องมือสร้างโอกาสให้คนไทยในระยะยาว
พิสูจน์ศักยภาพคนไทยจาก “ผู้ใช้” สู่ “ผู้สร้างนวัตกรรมขั้นสูง” นอกจากบทบาทด้านการบริการ LINE MAN Wongnai ยังพิสูจน์ให้เห็นว่าคนไทยมีศักยภาพในการพัฒนานวัตกรรมระดับสูง โดยปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนในบุคลากรสายเทคโนโลยีกว่า 600 คน และที่สำคัญคือมีวิศวกรด้านข้อมูลและปัญญาประดิษฐ์ (Data & AI Engineer) ที่เป็น คนไทย 100% จำนวนถึง 100 คน ซึ่งตอบโจทย์การพัฒนาประเทศที่ไม่ได้ต้องการให้คนไทยเป็นเพียงผู้บริโภคเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ต้องการให้คนไทยสามารถสร้างนวัตกรรมได้เอง การเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มจึงเป็นกลไกสำคัญในการยกนวัตกรรมในประเทศให้ก้าวข้ามจากการช่วยเหลือ SME ในชุมชน ไปสู่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันด้านเทคโนโลยีขั้นสูงระดับสากล
ด้าน คุณอาภามาส ศิริประสพโสธร ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐกิจสัมพันธ์ GRAB ประเทศไทย ในฐานะหนึ่งในสมาชิกก่อตั้งสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) ได้ตอกย้ำถึงทิศทางธุรกิจที่มุ่งเน้นความยั่งยืนผ่านพันธกิจ “Inclusive Growth” หรือการเติบโตแบบทั่วถึงโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เนื่องจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มธุรกิจ SME และผู้ประกอบการรายย่อยเป็นหลัก Grab จึงมุ่งใช้ทรัพยากรที่มี ทั้งเทคโนโลยีและฐานข้อมูล (Data) มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับคนตัวเล็กในระบบนิเวศ ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทเนอร์คนขับที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อการหารายได้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น หรือร้านค้าที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้อย่างไร้ข้อจำกัด
ยกระดับ SME ด้วย AI และนวัตกรรมการเงินที่เข้าถึงได้จริง ในด้านการสนับสนุนร้านค้ารายย่อย Grab ได้นำเทคโนโลยีขั้นสูงมาปรับใช้ผ่านบริการ GrabFood โดยมีเครื่องมือสำคัญอย่าง “AI Merchant Assistant” ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยอัจฉริยะในการวิเคราะห์เทรนด์ตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภค ช่วยให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถปรับเปลี่ยนเมนูและวางกลยุทธ์การขายได้อย่างแม่นยำเทียบเท่ากับร้านอาหารเชนใหญ่ที่มีงบประมาณสูง นอกจากนี้ Grab ยังเล็งเห็นถึงปัญหาการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของกลุ่มผู้ประกอบการที่ไม่มีเอกสารทางการเงินครบถ้วนตามเกณฑ์ของธนาคาร จึงได้ส่งบริการ GrabFin เข้ามาทำหน้าที่ประเมินศักยภาพผ่านระบบ Credit Scoring โดยใช้ข้อมูลธุรกรรมบนแพลตฟอร์มมาเป็นเกณฑ์ในการให้สินเชื่อ ช่วยให้ทั้งพาร์ทเนอร์คนขับและร้านค้าสามารถเข้าถึงเงินทุนเพื่อนำไปหมุนเวียนหรือขยายธุรกิจได้อย่างมั่นคง
จากท้องถิ่นสู่ระดับภูมิภาค คือ การสเกลแบรนด์ไทยด้วยพลังแพลตฟอร์ม Grab ไม่เพียงแต่ช่วยให้ร้านค้าขายดีขึ้น แต่ยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการ “สเกลแบรนด์” ให้เติบโตในระดับที่กว้างขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือการพาแบรนด์ท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงอย่าง “สุกี้ช้างเผือก” จากจังหวัดเชียงใหม่ เข้ามาขยายตลาดและสร้างยอดขายในกรุงเทพฯ โดย Grab สนับสนุนทั้งเครื่องมือการตลาดในแอปพลิเคชัน การวิเคราะห์ทำเลที่เหมาะสม (Location Analysis) ไปจนถึงการสนับสนุนผ่านบิลบอร์ดนอกบ้าน (Out-of-home Media) นอกจากนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของ Grab ที่ดำเนินธุรกิจในหลายประเทศ จึงสามารถผลักดันร้านอาหารไทยไปสู่ระดับภูมิภาคได้จริง เช่น การนำสินค้าไปวางจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตที่มาเลเซีย หรือการพาแบรนด์ไทยไปร่วมเทศกาลอาหารระดับโลกในสิงคโปร์ รวมถึงยังมีการจับคู่ร้านค้าที่มีเมนูโดดเด่นต่างกันมาทำ Collaboration ร่วมกันเพื่อสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ช่วยกระตุ้นความต้องการของตลาดและสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับวงการอาหาร
สำหรับบทบาทใน TDPA เป็นสะพานเชื่อมการสื่อสารและสร้างบรรทัดฐานใหม่ คุณอาภามาสระบุว่าความคาดหวังสำคัญในการร่วมก่อตั้งสมาคม TDPA คือการใช้สมาคมเป็น “ตัวกลาง” ในการสร้างความรู้ความเข้าใจกับภาคเอกชน ภาคประชาชน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหน่วยงานภาครัฐ เนื่องจากธุรกิจแพลตฟอร์มเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (Fast-moving) ทำให้ในหลายครั้งข้อกำหนดทางกฎหมายหรือนโยบายของประเทศอาจจะยังปรับตัวตามไม่ทัน Grab จึงพร้อมสนับสนุนสมาคมให้เป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล เพื่อช่วยให้ภาครัฐสามารถออกแบบกฎระเบียบที่สร้าง “ดุลยภาพ” ระหว่างการส่งเสริมทักษะนวัตกรรมและการคุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างลงตัว เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยจะเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
ขณะที่ กันตภณ พร้อมมูล ผู้จัดการฝ่ายกิจการองค์กร บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะตัวแทนจาก Shopee และผู้คร่ำหวอดในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซมานานกว่า 10 ปี ได้แสดงความยินดีต่อการจัดตั้ง สมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทย (TDPA) โดยระบุว่าอุตสาหกรรมแพลตฟอร์มในปัจจุบันมีความสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างมหาศาล การที่ทั้ง 4 แพลตฟอร์มมารวมตัวกันเพราะตระหนักดีว่าการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับโครงสร้างนั้น หากต่างคนต่างทำจะไปได้ไม่ไกลเท่ากับการร่วมมือกันเพื่อสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและผู้ประกอบการไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดความซับซ้อนของอุตสาหกรรมและสร้างมาตรฐานที่ยกระดับขีดความสามารถของประเทศให้เติบโตอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
บทเรียน 11 ปีของ Shopee จากร้านเล็กในวันนั้น สู่แบรนด์ไทยในระดับสากล ในวาระที่ Shopee ก้าวเข้าสู่ปีที่ 11 ในประเทศไทย คุณกันตภณได้ถอดบทเรียนจากการทำงานร่วมกับผู้ประกอบการไทยว่า แพลตฟอร์มได้ทำหน้าที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้ร้านค้าขนาดเล็กสามารถตั้งตัวและประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคง สิ่งที่น่าภาคภูมิใจคือการได้เห็นผู้ประกอบการไทยไม่ได้หยุดอยู่แค่การ “ซื้อมาขายไป” แต่สามารถพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตและสร้างแบรนด์ของตนเองขึ้นมาจนประสบความสำเร็จจริง ซึ่งความสำเร็จนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ แต่ Shopee ยังเป็นสะพานที่พาแบรนด์ไทยเหล่านี้ขยายตลาดไปสู่ระดับต่างประเทศ ทำให้การขายของออนไลน์กลายเป็นอาชีพที่ยั่งยืนและมีรายได้ที่แน่นอนสำหรับคนไทยหลายแสนราย
ตลอดเวลามีการปรับตัว จากการขายผ่านเว็บสู่ Social Commerce และ Creator Economy คุณกันตภณชี้ให้เห็นว่า โลกของอีคอมเมิร์ซมีความซับซ้อนขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต โดยปัจจุบันมีทั้งเรื่องของ Social Commerce และ Creator Economy เข้ามามีบทบาทสำคัญ Shopee จึงมุ่งเน้นการพัฒนาเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ประกอบการทำงานได้ง่ายขึ้น เช่น ระบบการโฆษณาภายในแพลตฟอร์มที่พัฒนาตามเสียงเรียกร้องของร้านค้า รวมถึงการสร้างระบบนิเวศสำหรับ KOL (Key Opinion Leaders) เพื่อช่วยเป็นกระบอกเสียงให้แก่แบรนด์ไทย โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าแม่และเด็กที่คุณกันตภณมองว่ามีความมหัศจรรย์ในการสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการรีวิวที่จริงใจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ช่วยเปลี่ยนผ่านจากยุคที่ผู้บริโภคเคยตั้งคำถามว่า “สั่งของแล้วจะส่งไหม” หรือ “ของจะตรงปกหรือไม่” ให้กลายเป็นยุคแห่งความเชื่อมั่น (Confidence Commerce) ได้อย่างเต็มตัว
Shopee มีการลงทุนเชิงโครงสร้าง ฟังเสียงผู้ประกอบการเพื่อสร้าง “Shopee University” หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Shopee คือการนำเสียงสะท้อนจากผู้ค้า (Voice of the Seller) มาพัฒนาเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาระบบคลังสินค้า (Warehouse) ที่ทันสมัย การปรับปรุงระบบขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไปจนถึงการจัดตั้ง Shopee University เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และยกระดับทักษะดิจิทัลให้แก่ผู้ประกอบการไทย คุณกันตภณยืนยันว่าการกลับมาลงทุนในเชิงโครงสร้างเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันได้ในโลกยุคใหม่ที่เทคโนโลยีอย่าง AI กำลังเข้ามามีบทบาทเปลี่ยนแปลงวิถีการค้าขายอยู่ตลอดเวลา
บทบาทใน TDPA เป็นการสร้างมาตรฐานและสมดุลในการกำกับดูแล ในฐานะสมาชิกสมาคม คุณกันตภณคาดหวังว่า TDPA จะเป็นพื้นที่กลางในการพูดคุยเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมในภาพรวม โดยก้าวข้ามผลประโยชน์เฉพาะตัวของแต่ละบริษัท เพื่อมองภาพระบบนิเวศทั้งระบบ สมาคมจะทำหน้าที่สื่อสารกับภาครัฐเพื่อสร้างกฎเกณฑ์และมาตรฐานที่เหมาะสมกับบริบทของธุรกิจดิจิทัล ซึ่งแตกต่างจากการค้าทางกายภาพในสมัยก่อนอย่างสิ้นเชิง เพื่อให้มั่นใจว่าการกำกับดูแลจากภาครัฐจะเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ ไม่เป็นอุปสรรคต่อนวัตกรรม และสามารถสร้างดุลยภาพที่ทำให้ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภคเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยได้อย่างมั่นคง
ชี้ให้เห็นถึงความซับซ้อนของอุตสาหกรรมในปัจจุบันที่มีทั้ง Social Commerce และ Creator Economy เข้ามาเกี่ยวข้อง โดย Shopee มุ่งเน้นการลงทุนเชิงโครงสร้างเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้สามารถสร้างแบรนด์ของตนเองและเติบโตไปสู่ระดับสากลได้จริง
TDPA คือ สะพานเชื่อมระหว่างภาครัฐและเอกชน
การมี “เก้าอี้นั่งในโต๊ะเจรจา” หนึ่งในภารกิจหลักที่สำคัญที่สุดของ TDPA คือการเป็น เสียงเดียวกัน (One Voice) ในการสื่อสารกับภาครัฐ สมาคมฯ ต้องการให้ภาครัฐเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจแพลตฟอร์มที่แตกต่างจากระบบนายจ้าง-ลูกจ้าง หรือผู้ซื้อ-ผู้ขายในยุคกายภาพเดิม การมีสมาคมจะช่วยให้ภาครัฐทำงานได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องเรียกคุยทีละบริษัท ซึ่งปัจจุบันมีแพลตฟอร์มจดทะเบียนในไทยกว่า 200 ราย โดยสมาคมฯ พร้อมจะเป็นคู่คิดในการให้ข้อมูลและร่วมเสนอแนะกฎหมายที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดดุลยภาพระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการคุ้มครองผู้บริโภค
แนวทางการจัดการข้อร้องเรียนและการป้องกันมิจฉาชีพ ในประเด็นความปลอดภัยของผู้บริโภค สมาคมฯ ยืนยันว่าแต่ละแพลตฟอร์มมีมาตรฐานการกำกับดูแลตนเองอยู่แล้ว แต่ในภาพรวมสมาคมฯ จะทำหน้าที่เป็นตัวกลางรับเรื่องและส่งต่อข้อมูล (Messenger) ไปยังบริษัทสมาชิกเพื่อดำเนินการ นอกจากนี้ยังมีการแชร์ Knowledge กับภาครัฐเพื่อป้องกันมิจฉาชีพ เช่น การให้ไอเดียเรื่องการระงับบัญชีที่ฉ้อโกงอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ซึ่งเคยนำไปออกเป็นข้อกำหนดทางกฎหมายมาแล้ว อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ ต้องระมัดระวังในการเปิดเผยรายละเอียดวิธีการทำงานเพื่อไม่ให้มิจฉาชีพนำไปเรียนรู้และหาทางเลี่ยง
โครงสร้างสมาชิกและการเปิดรับพันธมิตรใหม่ ปัจจุบัน TDPA เริ่มต้นด้วยสมาชิกก่อตั้ง 4 บริษัท แต่มีนโยบาย เปิดกว้าง สำหรับแพลตฟอร์มทุกขนาด ไม่ว่าจะเป็นของไทยหรือต่างชาติ เจ้าเล็กหรือเจ้าใหญ่ โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือต้องเป็นธุรกิจที่มีลักษณะเป็นแพลตฟอร์ม และ จดทะเบียนในประเทศไทย การบริหารงานจะใช้ระบบ ฉันทามติ (Consensus) เพื่อให้มั่นใจว่าทุกความคิดเห็นที่ส่งออกไปในนามสมาคมเป็นสิ่งที่สมาชิกทุกคนเห็นพ้องร่วมกันและเป็นกลางที่สุด โดยไม่นำผลประโยชน์ทางการแข่งขันมาเกี่ยวข้อง
บทสรุปสู่ก้าวต่อไปของเศรษฐกิจดิจิทัลไทย การจัดตั้งสมาคมการค้าแพลตฟอร์มดิจิทัลไทยในครั้งนี้ แม้จะถูกมองว่าเริ่มต้นช้ากว่าบางประเทศ แต่ถือเป็นก้าวย่างที่มั่นคงในการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นผ่านมาตรฐานเดียวกัน (Confidence Commerce) และการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง (Inclusive Growth) เพื่อให้มั่นใจว่าประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจแพลตฟอร์มจะเข้าถึงคนไทยทุกคนอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
