Key Points:
- ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลกเริ่มขยายตัวอีกครั้งและกระจุกในประเทศหลัก
- IMF มองว่าต้นตอหลักอยู่ที่ช่องว่างระหว่างการออมกับการลงทุน ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า
- ทางออกที่ยั่งยืนคือการปรับสมดุลนโยบายภายในประเทศร่วมกัน มากกว่ามาตรการฝ่ายเดียว
IMF ออกเอกสาร IMF POLICY PAPER UNDERSTANDING GLOBAL IMBALANCES ช่วงเมษายน 2026 นี้ เกี่ยวกับการทำความเข้าใจความไม่สมดุลระดับโลก หลังจากที่ความไม่สมดุลของเศรษฐกิจโลก (Global Imbalances) อยู่ในทิศทางขาลงมานานกว่าทศวรรษ ซึ่งในบทความนี้ได้สรุปสาระสำคัญไว้ให้
ข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่าความไม่สมดุลเหล่านี้เริ่มกลับมาขยายตัวอีกครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความไม่สมดุลดังกล่าว ซึ่งวัดจากดุลบัญชีเดินสะพัดที่เกินดุลและขาดดุลของประเทศต่าง ๆ กำลังกลายเป็นประเด็นที่น่ากังวลสำหรับเสถียรภาพทางการเงินโลก เนื่องจากมีการกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักเพียงไม่กี่แห่ง เช่น สหรัฐอเมริกา จีน เยอรมนี และญี่ปุ่น
กรอบแนวคิด: การออมและการลงทุนคือหัวใจสำคัญ
รายงานฉบับนี้ย้ำว่า “กรอบการออมและการลงทุน” (Saving–Investment Framework) ยังคงเป็นเครื่องมือหลักที่เหมาะสมที่สุดในการวิเคราะห์สาเหตุของความไม่สมดุล โดยหลักการพื้นฐานคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นผลลัพธ์ของส่วนต่างระหว่างปริมาณการออมและการลงทุนภายในประเทศ (CA = S – I) ดังนั้น ดุลบัญชีเดินสะพัดจึงไม่ใช่เป้าหมายทางนโยบายโดยตรง แต่เป็นผลลัพธ์จากการตัดสินใจเชิงนโยบายและปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการออมและการลงทุนของภาคส่วนต่าง ๆ
นโยบายการค้าและอุตสาหกรรม: ผลกระทบที่แตกต่างกัน
ในขณะที่รัฐบาลหลายประเทศพยายามใช้มาตรการกีดกันทางการค้าเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดดุล แต่รายงานพบว่า ภาษีศุลกากร (Tariffs) มักมีผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงเล็กน้อยหรือเป็นศูนย์ในระยะยาว หากเป็นภาษีแบบถาวร อัตราแลกเปลี่ยนมักจะปรับตัวแข็งค่าขึ้นเพื่อชดเชย ทำให้ผลลัพธ์ต่อดุลบัญชีเดินสะพัดเป็นกลาง เว้นแต่จะเป็นมาตรการชั่วคราวที่อาจช่วยเพิ่มดุลได้ในระยะสั้นผ่านการเลื่อนการบริโภค
สำหรับ นโยบายอุตสาหกรรม รายงานได้แยกแยะออกเป็นสองประเภท:
- นโยบายอุตสาหกรรมระดับจุลภาค (Micro Industrial Policies): ที่เน้นเฉพาะเจาะจงบางบริษัทหรือบางสาขา มักส่งผลกระทบต่อดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับมหภาคอย่างจำกัดและไม่ชัดเจน
- นโยบายอุตสาหกรรมระดับมหภาค (Macro Industrial Policies): เช่น การสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่องควบคู่ไปกับการควบคุมเงินทุนไหลเข้าออก สามารถส่งผลให้เกิดการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างมากและถาวร อย่างไรก็ตาม นโยบายเหล่านี้มักต้องแลกมาด้วยการกดดันระดับการบริโภคภายในประเทศให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น
ความเสี่ยงและการก้าวไปข้างหน้า: การปรับสมดุลพร้อมกันคือทางออก
ความไม่สมดุลที่สะสมและยืดเยื้ออาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการปรับตัวแบบไม่เป็นระเบียบ (Disorderly Adjustment) เช่น วิกฤตค่าเงินหรือการไหลออกของเงินทุนอย่างกะทันหัน ซึ่งจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง การแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพสูงสุดไม่ได้อยู่ที่การใช้มาตรการฝ่ายเดียว แต่อยู่ที่การ “ปรับสมดุลภายในประเทศพร้อมกัน” (Simultaneous Domestic Rebalancing)
ผลการจำลองสถานการณ์ชี้ให้เห็นว่า หากประเทศที่เกินดุลและขาดดุลร่วมมือกันปรับนโยบายมหภาคและปฏิรูปเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน จะสามารถช่วยลดความไม่สมดุลของโลกลงได้ พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของโลก (Global GDP) เติบโตสูงขึ้นกว่าเดิม
บทบาทของ IMF ในอนาคต
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) มุ่งมั่นที่จะเสริมสร้างบทบาทในการเฝ้าระวังผ่านการปรับปรุงเครื่องมือวิเคราะห์ เช่น แบบจำลอง External Balance Assessment (EBA) เพื่อให้สามารถแยกแยะความไม่สมดุลที่เกิดจากปัจจัยพื้นฐานที่เหมาะสมออกจากความไม่สมดุลที่เกิดจากการบิดเบือนของนโยบายได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเป็นไปอย่างมั่นคงและมีเสถียรภาพในระยะยาว
บทความนี้ใช้ AI ในการสรุปสาระสำคัญ
ข้อมูลจาก https://www.imf.org/-/media/files/publications/pp/2026/english/ppea2026006.pdf
