ยักษ์ด้านเซมิคอนดักเตอร์ หนุนไทยก้าวสู่ยุคดิจิทัล พร้อมลงทุนโรงงานชิปมูลค่าราว 5 พันล้านยูโร สร้างงานกว่า 4,000 ตำแหน่ง และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางเทคโนโลยีระดับโลก
อินฟิเนียน เทคโนโลยีส์ (Infineon Technologies) ผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ และสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อจัดตั้ง National Secure Artificial Intelligence of Things – AIoT Platform (แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์อินเทอร์เน็ตในทุกสรรพสิ่งแห่งชาติที่มั่นคง)
ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์นี้มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในประเทศไทย และสนับสนุนการลงทุนของภาครัฐในเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะด้าน AI, IoT และเซมิคอนดักเตอร์
นอกจากนี้ Infineon ยังได้ยืนยันการลงทุนครั้งสำคัญในประเทศไทยด้วยการก่อตั้งโรงงานผลิตชิปมูลค่าสูงแห่งใหม่ และศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของไทยในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก
Infineon & TESA ผนึกกำลังสร้างแพลตฟอร์ม AIoT แห่งชาติที่มั่นคง
การลงนาม MoU ระหว่าง Infineon และ TESA ในวันนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นที่จะพัฒนา AIoT เพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมสำคัญๆ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของประเทศไทย แพลตฟอร์มนี้จะเน้นการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่มีมูลค่าสูง โดยยึดตามมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ล่าสุด ครอบคลุมอุตสาหกรรมที่สำคัญอย่างความมั่นคงของชาติ การดูแลสุขภาพ การเกษตร พลังงาน เมืองอัจฉริยะ และอุตสาหกรรม 4.0
คุณ CS Chua ประธานและกรรมการผู้จัดการของ Infineon Technologies Asia Pacific กล่าวว่า ความร่วมมือนี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงความทุ่มเทในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ยังสนับสนุนการลงทุนของรัฐบาลไทยในภาคส่วน AI, IoT และเซมิคอนดักเตอร์อีกด้วย
รศ.วิรุฬห์ ศรีบริรักษ์ นายกสมาคมสมองกลฝังตัวไทย (TESA) กล่าวว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยให้วิศวกรและนักพัฒนาชาวไทยสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นนวัตกรรมได้ตั้งแต่ต้นน้ำ ทั้งฮาร์ดแวร์ เฟิร์มแวร์ ไปจนถึงแพลตฟอร์ม AIoT ที่สมบูรณ์
โดยเน้นย้ำถึงสามเสาหลักที่มีผลกระทบสำคัญ ได้แก่ การออกแบบโดยคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก (Security-First design) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ระหว่างประเทศ, ผลิตภัณฑ์ Edge AI ที่มีมูลค่าสูง พร้อมความสามารถขั้นสูงและเฟิร์มแวร์ที่ปลอดภัย และท้ายที่สุดคือ แพลตฟอร์ม AIoT แห่งชาติที่มั่นคง ซึ่งจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับบริการแพลตฟอร์มต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมหลักในประเทศไทย อาเซียน และตลาดโลก
ความร่วมมือนี้ยังจะทำงานอย่างใกล้ชิดกับสตาร์ทอัพและสถาบันการศึกษาในท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และเร่งการเติบโตของแอปพลิเคชัน AIoT
วิสัยทัศน์แห่งการสร้างสรรค์และเติมเต็มศักยภาพ
“Infineon มองเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่แข็งแกร่งสำหรับการลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับการผลิตชิปเซมิคอนดักเตอร์ ด้วยระบบนิเวศของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการพัฒนาที่ดีขึ้นมาก ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทาน และบริษัทอิเล็กทรอนิกส์หลายแห่งที่ก่อตั้งมานาน ประเทศไทยยังถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่ดีที่สุด (best cost country)” คุณ CS Chua กล่าว
และยังมองว่า การลงทุนครั้งล่าสุดนี้เป็นการต่อยอดจากโรงงานเดิมในกรุงเทพฯ และเป็นการลงทุนเพื่อขยายโรงงานที่ได้ประกาศไปเมื่อต้นปี
ในมุมมองของ TESA คนไทยมีจุดแข็งด้านความคิดสร้างสรรค์ (creative) และความสามารถในการออกแบบ (design) ที่โดดเด่น ซึ่งไม่ใช่แค่ผู้ทำตาม แต่เป็นผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ อย่างไรก็ตาม ศักยภาพนี้ยังขาดเทคโนโลยีรองรับที่ดีพอ และขาดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างนวัตกรรม
“Infineon จึงเข้ามาเพื่อ “เติมเต็ม” สิ่งที่ขาดหายไป โดยเข้าใจว่าคนไทยมีความสามารถสูง แต่สภาพแวดล้อมยังไม่เอื้ออำนวย” รศ.วิรุฬห์ กล่าว พร้อมกับให้คีย์เวิร์ดสำคัญของ TESA คือ “การสร้างฐานราก (foundation)” เพื่อให้คนไทยสามารถพัฒนาต่อยอดได้ และ Infineon ไม่ได้เข้ามาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ แต่เข้ามาเพื่อช่วยให้ประเทศไทยสามารถสร้างแบรนด์ของตนเองได้
ตั้งโรงงานผลิตชิปมูลค่าสูงและศูนย์ R&D ในไทย
รศ.วิรุฬห์ กล่าวว่า การลงทุนของ Infineon ในประเทศไทยกำลังจะก่อตั้ง โรงงานผลิตชิปมูลค่า 5,000 ล้านยูโร ซึ่งได้รับการตอบรับจาก BOI แล้ว และจะตั้งอยู่ที่อำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ โดยจะจ้างงานคนไทย 4,000-5,000 คน โรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานผลิตเซมิคอนดักเตอร์ Power Module แห่งที่ 3 ของโลก ต่อจากเยอรมนีและจีน
โดยจะเน้นการผลิตชิปกำลังสำหรับรถยนต์ (Automotive Power Chips) และเป็นโรงงานที่มีมูลค่าสูง (High Value) ครอบคลุมทั้งกิจกรรมการออกแบบ (design) และการวิจัยและพัฒนา (R&D) การลงทุนนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้าง “ดินที่สมบูรณ์” และเป็นการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เชิงลึกกับคนไทย เพื่อให้คนไทยสามารถสร้างผลิตภัณฑ์และแบรนด์ของตนเองได้ในอนาคต
นอกจากโรงงานผลิตแล้ว Infineon ยังกำลังดำเนินการอีกสองส่วนเพิ่มเติม คือ การจัดตั้งศูนย์ R&D/Incubator ที่เน้นชิปสำหรับรถยนต์ (Automotive Chips) ในประเทศไทย ซึ่งเริ่มรับบุคลากรคนไทยเข้าทำงานแล้ว และ การถ่ายทอดองค์ความรู้ (knowledge transfer) ผ่านสถาบัน AIT (Asian Institute of Technology) ให้กับกลุ่มผู้ที่ต้องการสร้างผลิตภัณฑ์ การลงทุนนี้เชื่อมโยงไทยเข้าสู่ซัพพลายเชนอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก รองรับอุตสาหกรรม EV, Data Center และพลังงานสะอาด
โอกาสและความท้าทายของประเทศไทยในห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก
แม้ประเทศไทยจะมีโรงงานผลิตชิปอยู่แล้ว เช่น Analog Devices แต่โรงงานเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นระบบปิด เน้นการรับจ้างผลิตและส่งสินค้าออกนอกประเทศ โดยเน้นแรงงานเป็นหลัก และไม่เอื้อต่อการสร้างแบรนด์ของคนไทย นี่คือความแตกต่างสำคัญที่ Infineon นำเสนอ เนื่องจาก Infineon ยินดีให้ไทยสร้างแบรนด์ของตนเอง เพราะบริษัทเน้นการผลิตชิปเท่านั้น ไม่ได้ผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ซึ่งแตกต่างจากบริษัทอื่นส่วนใหญ่
ประเทศไทยมีแต้มต่อในเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitics) และความละเอียดของคนไทย ซึ่งบริษัทต่างชาติจำนวนมากต้องการเข้ามาลงทุน อย่างไรก็ตาม อุปสรรคสำคัญคือ ความกลัวที่จะสร้างแบรนด์ของตนเอง และการขาดความอดทนในการรอผลผลิต หรือแนวคิด “Quick Win” ที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็ว ซึ่งแตกต่างจากเวียดนามที่แสดงความอดทนและตั้งใจที่จะ “บำรุงดิน” เพื่อปลูกต้นไม้ให้เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง Infineon ทำให้เวียดนามได้รับข้อมูลเกี่ยวกับชิปก่อนที่จะออกสู่ตลาดถึง 1 ปี ซึ่งช่วยให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ได้ทันเวลา หากประเทศไทยพลาดโอกาสในการสร้างแบรนด์ของตนเองในครั้งนี้ อาจทำให้ประเทศล้าหลังไปอีกมาก
การขับเคลื่อนนวัตกรรมสู่ยุคดิจิทัลและไร้คาร์บอน
อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์นั้นกว้างขวางและ Infineon ก็เป็นผู้ผลิตที่ครอบคลุมหลายตลาด ปัจจุบัน อุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับสองความท้าทายหลักระดับโลกที่ Infineon กำลังแก้ไขอยู่ ได้แก่ การลดการปล่อยคาร์บอน (Decarbonization) โดยนำเสนอโซลูชันที่ช่วยให้ผู้บริโภคใช้พลังงานน้อยลง และ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digitalization) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความปลอดภัย ซึ่ง Infineon มีความแข็งแกร่งและเป็นอันดับหนึ่งของโลก
Infineon มองว่าความท้าทายเหล่านี้คือโอกาส โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ที่มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งต้องใช้เซมิคอนดักเตอร์จำนวนมาก และยังมีศักยภาพในการเติบโตมหาศาล ในด้านการนำ AI มาใช้ในการดำเนินงานนั้น Infineon เห็นว่า AI ช่วยลดงานประจำวันให้กับพนักงาน ทำให้กระบวนการภายในเป็นอัตโนมัติมากขึ้น และช่วยลดต้นทุนในที่สุด
นอกจากนี้ ความเป็นอุตสาหกรรม 4.0 ยังช่วยในเรื่องการบำรุงรักษาเชิงคาดการณ์ (Predictive Maintenance) ทำให้การผลิตดำเนินต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังเผชิญกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น เนื่องจากทุกบริษัทตระหนักถึงความสำคัญของเซมิคอนดักเตอร์ต่อเศรษฐกิจสมัยใหม่ และเริ่มออกแบบเซมิคอนดักเตอร์ของตนเองเพื่อรักษาทรัพย์สินทางปัญญา
