Home » SCGD ปรับเกมรุก! กำไร Q2 พุ่งแรงในรอบ 5 ไตรมาส ลุยเวียดนามเสริมฐานผลิต หนุนสินค้ากลุ่มมูลค่าสูง

SCGD ปรับเกมรุก! กำไร Q2 พุ่งแรงในรอบ 5 ไตรมาส ลุยเวียดนามเสริมฐานผลิต หนุนสินค้ากลุ่มมูลค่าสูง

โดย Reporter 1
146 views

SCGD เผยผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยมีกำไรไม่รวมค่าใช้จ่ายการปรับโครงสร้างธุรกิจอยู่ที่ 283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อนหน้า ปัจจัยหลักมาจากความสำเร็จในการลดต้นทุนพลังงาน และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังผันผวน บริษัทเตรียมต่อยอดโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดอสังหาริมทรัพย์ในเวียดนาม พร้อมเดินหน้าขยายขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

SCGD ชู 3 กลยุทธ์หลักเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อไป ได้แก่ 1) ปักหมุดเวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออก เสริมศักยภาพทั้งด้านต้นทุนและกำลังการผลิต โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลนที่ตลาดมีแนวโน้มเติบโตสูง 2) เร่งขยายพอร์ตสินค้าในกลุ่มที่เกี่ยวเนื่องและธุรกิจที่มีการเติบโตสูง โดยเน้นเจาะตลาดทุกเซกเมนต์ด้วยสินค้ามูลค่าสูง (HVA) และสินค้านำเข้าที่มีศักยภาพด้านราคาและคุณภาพ 3) ลดต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับโครงสร้างธุรกิจ และลดเงินทุนหมุนเวียน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน

นอกจากนี้ SCGD ยังประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเพิ่มขึ้นเป็น 0.15 บาทต่อหุ้น เพื่อแสดงความมั่นใจในสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ พร้อมดูแลผู้ถือหุ้นในช่วงที่เศรษฐกิจโลกและไทยยังคงเผชิญความไม่แน่นอน ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของบริษัทในการรักษาเสถียรภาพธุรกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

คุณนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2568 แข็งแกร่งต่อเนื่อง โดยมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจอยู่ที่ 283 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 879 ล้านบาท เติบโต 5% จากการเดินหน้าโครงการลดต้นทุนพลังงานและเร่งผลิตสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ร่วมกับการปรับโครงสร้างองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายลดลง และเพิ่มความสามารถในการทำกำไร

SCGD มีอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อยอดขาย (EBITDA on sales) อยู่ที่ 15.2% และอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ที่ 4.8% ซึ่งนับว่าสูงที่สุดในรอบ 5 ไตรมาสนับตั้งแต่ไตรมาส 2 ปี 2567 สะท้อนศักยภาพการฟื้นตัวของธุรกิจอย่างแข็งแรง พร้อมเดินหน้าเสริมแกร่งด้วยกลยุทธ์ลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าสินค้า ตอบรับความผันผวนของเศรษฐกิจ และเตรียมความพร้อมแข่งขันในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ SCGD ยังมีปริมาณการขายกระเบื้องในไตรมาส 2 ปี 2568 เพิ่มขึ้นแตะระดับ 31.7 ล้านตารางเมตร โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของตลาดในภูมิภาค โดยเฉพาะเวียดนาม ซึ่งเป็นตลาดสำคัญที่บริษัทมีธุรกิจ PRIME เป็นฐานการผลิตหลัก สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพและแข่งขันได้ในระดับโลก ตอกย้ำศักยภาพของ SCGD ในการตอบสนองดีมานด์ที่ฟื้นตัวและเสริมความแข็งแกร่งในตลาดอาเซียน

จากการที่บริษัทปรับตัวเชิงรุก พร้อมรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้นทั้งในและต่างประเทศ ด้วยการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถวางกลยุทธ์เพื่อคว้าโอกาสท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจได้อย่างมั่นใจ ผ่าน 3 กลยุทธ์สำคัญ ดังนี้

กลยุทธ์ที่หนึ่ง ปักหมุดเวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลัก เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก โดยอาศัยจุดแข็งด้านต้นทุนการผลิตที่เริ่มทัดเทียมผู้เล่นระดับโลก พร้อมเร่งเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลนกว่า 25% ของกำลังการผลิตรวม ส่งผลให้ยอดขายกระเบื้องเกรซ พอร์ซเลนในเวียดนามเติบโตต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสความนิยมและความต้องการของผู้บริโภคในภูมิภาค บริษัทจึงเตรียมความพร้อมให้เวียดนามเป็นศูนย์กลางการผลิตเพื่อการส่งออก รองรับการเติบโตในระดับภูมิภาคอย่างมั่นคง

กลยุทธ์ที่สอง ขยายพอร์ตสินค้าในธุรกิจเกี่ยวเนื่องและกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพการเติบโตสูง พร้อมเจาะตลาดทุกเซกเมนต์ด้วยกลยุทธ์สินค้า HVA (High Value Added) และสินค้านำเข้าคุณภาพ ที่มีต้นทุนและราคาที่แข่งขันได้ โดยในปัจจุบันยอดขายจากกลุ่ม HVA คิดเป็นกว่า 37% ของรายได้จากการขาย เพิ่มขึ้นจาก 34% ในปีก่อน สะท้อนถึงความสำเร็จในการตอบโจทย์ความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ยังมุ่งขยายไลน์สินค้าในธุรกิจเกี่ยวเนื่องในประเทศไทย เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการจัดหา (Sourcing) และสร้างความหลากหลายของสินค้า รองรับกลุ่มลูกค้าที่มีความต้องการเฉพาะทางได้อย่างครอบคลุม อาทิเช่น เปิดตัว Klirr Collection Cotto ผลิตภัณฑ์สุขภัณฑ์ดีไซน์ใหม่ที่ผสานความงามและฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจทั้งดีไซน์และคุณภาพ

กลยุทธ์ที่สาม มุ่งเน้นลดต้นทุนการผลิตและการบริหารจัดการ เพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน โดยในปีนี้ บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากกว่า 36 ล้านบาทต่อปี ผ่านโครงการใช้พลังงานทดแทนจากแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวมวลที่แล้วเสร็จ นอกจากนี้ยังดำเนินโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เช่น การติดตั้งระบบ Hot Air Generator ที่โรงงานนิคมหนองแค เพื่อทดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

ในส่วนของการบริหารจัดการ บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการลดต้นทุนอย่างเข้มข้น โดยปรับลดเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) อย่างต่อเนื่อง ด้วยการควบคุมสินค้าคงคลังและบริหารจัดการลูกหนี้ทางการค้าอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งปรับโครงสร้างธุรกิจด้วยการนำ AI และระบบดิจิทัลเข้ามาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถลดต้นทุนรวมได้กว่า 140 ล้านบาทต่อปี สร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในระยะยาวอย่างแท้จริง

บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 38,787 ล้านบาท สะท้อนถึงความแข็งแกร่งทางการเงินและความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจในระยะยาว พร้อมทั้งมีการบริหารจัดการเงินทุนและการใช้จ่ายอย่างรอบคอบ มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับแผนการเติบโตในอนาคต เพื่อรองรับการขยายธุรกิจและสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งในด้านการผลิต การตลาด และการลงทุนใหม่ ๆ อย่างมีระบบและมองการณ์ไกล

นอกจากนี้ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยความร่วมมือทางเทคโนโลยีระหว่าง SCGD และ AXENT Switzerland เพื่อขับเคลื่อนตลาดสุขภัณฑ์อัจฉริยะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยนำเทคโนโลยีล้ำสมัยมาปรับใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างความแตกต่างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดอย่างครบวงจร ภายใต้เป้าหมายสู่การเป็นผู้นำด้านสุขภัณฑ์อัจฉริยะที่ทันสมัยและยั่งยืนในระดับภูมิภาค

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 บริษัทฯ เดินหน้าขยายธุรกิจสุขภัณฑ์สู่ตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจำนวนผู้แทนจำหน่ายเป็น 177 ราย และมียอดขายในต่างประเทศอยู่ที่ 244 ล้านบาท ตอกย้ำศักยภาพการเติบโตในตลาดโลก ขณะเดียวกันยังได้ขยายธุรกิจสินค้าและบริการที่เกี่ยวเนื่องภายในประเทศ ควบคู่กับการวางรากฐานเพื่อขยายสู่ตลาดอาเซียนในอนาคต โดยมียอดขายจากกลุ่มสินค้าและบริการเกี่ยวเนื่องในประเทศกว่า 208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสำเร็จในการต่อยอดธุรกิจและการตอบรับที่ดีจากตลาด

จากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่ง คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 247.5 ล้านบาท โดยกำหนดวันจ่ายเงินปันผลในวันที่ 27 สิงหาคม 2568 กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 8 สิงหาคม 2568 และกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) ในวันที่ 13 สิงหาคม 2568 สะท้อนความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่มั่นคงให้แก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

                                                                                         

You may also like

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลและรวบรวมสถิติวิจัยทางด้านการตลาด การวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนนำมาปรับปรุง และควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอม ท่านยังสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ปกติ ยอมรับทั้งหมด