อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) และรายงาน Thailand Retail Industry Outlook 2025–2030 คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดค้าปลีกไทยมีแนวโน้มแตะ 7.1 ล้านล้านบาทภายในปี 2030 ขณะที่ช่องทางดิจิทัลยังคงเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจเข้าถึงผู้บริโภคได้กว้างขึ้น
ในบริบทที่ผู้บริโภคค้นหา เปรียบเทียบ และตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านหลายช่องทางมากขึ้น การมี “หน้าร้าน” เพียงช่องทางเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ประกอบการจำนวนมากจึงเริ่มมองหาแนวทางขยายธุรกิจสู่ช่องทางออนไลน์ เพื่อเพิ่มจุดเชื่อมต่อกับลูกค้า ขยายการเข้าถึง และใช้ข้อมูลเป็นเครื่องมือในการวางแผนธุรกิจอย่างแม่นยำ
การใช้แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจออฟไลน์ที่ต้องการขยายช่องทางขาย หรือแบรนด์ที่เริ่มต้นบนออนไลน์เต็มรูปแบบ ผ่านการเข้าถึงข้อมูลยอดขายแบบเรียลไทม์ ความยืดหยุ่นในการปรับราคาและโปรโมชัน รวมถึงระบบชำระเงินที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารกระแสเงินสดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ออนไลน์: เครื่องมือเสริมศักยภาพธุรกิจและการเติบโต
บทสัมภาษณ์ครั้งนี้สะท้อนประสบการณ์ของ 3 ผู้ประกอบการไทยที่ประสบความสำเร็จและดำรงบทบาท Shopee Mentor รุ่นที่ 4 ภายใต้โครงการ Certified Shopee Expert Program (CSEP) ได้แก่
- คุณจินตรา กองอิ้ม (คุณจินนี่) จาก Greenleafs_healthy
- คุณธนิดา ดลธัญพรภคภพ (คุณเมย์) จาก Irathailand
- คุณวริษฐา กิตติกุล (คุณส้ม) จาก ร้าน Happy Shop บรรจุภัณฑ์
ผู้ประกอบการทั้งสามเลือกใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกันในการขยายธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซ แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการใช้ ข้อมูล (Data) เป็นเครื่องมือหลักในการตัดสินใจทางธุรกิจ
คุณจินนี่จาก Greenleafs_healthy ซึ่งดำเนินธุรกิจทั้งออฟไลน์และออนไลน์ มองว่าช่องทางดิจิทัลช่วยสร้างสมดุลให้กับธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านการวิเคราะห์ยอดขายและการวางแผนการตลาด
“ช่องทางออฟไลน์ยังคงมีบทบาทสำคัญในการสร้างแบรนด์และประสบการณ์ลูกค้า แต่ร้านบน Shopee ทำให้เรามองเห็นยอดขายและพฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ ตัวเลขเหล่านี้ช่วยให้เราปรับโปรโมชัน วางแผนสต็อก และทำ Forecast ได้แม่นยำขึ้น ส่งผลให้ธุรกิจมีความเสถียรและเติบโตได้ต่อเนื่อง”
สำหรับผู้ประกอบการที่ยังไม่เคยขายออนไลน์ การเริ่มต้นบนแพลตฟอร์มดิจิทัลยังช่วยลดต้นทุนเริ่มต้น พร้อมมีโครงการสนับสนุนผู้ขาย เช่น Shopee University ที่ช่วยให้ผู้ขายเรียนรู้การตั้งค่าร้านค้าและใช้เครื่องมือบนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Data ขับเคลื่อนกำไร
คุณเมย์ จาก Irathailand ให้ความสำคัญกับการใช้ข้อมูลในการวางโครงสร้างราคาและประเมินผลแคมเปญทางการตลาด
“เมื่อเราเห็นต้นทุนและผลลัพธ์ของแต่ละกิจกรรมการตลาดอย่างชัดเจน เราสามารถกำหนดโครงสร้างราคาได้แม่นยำขึ้น ลดความคลาดเคลื่อนระหว่างยอดขายที่คาดการณ์กับกำไรจริง ทำให้ตัดสินใจได้เร็วและมั่นใจมากขึ้น”
เครื่องมือการตลาดที่พัฒนาอย่างต่อเนื่องบนแพลตฟอร์ม เช่น Collaborative Performance Advertising Solution (CPAS) รวมถึงแคมเปญโปรโมชันและฟีเจอร์ใหม่ ๆ ช่วยให้ผู้ขายทดลองกลยุทธ์ได้หลากหลาย และปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ออนไลน์เต็มรูปแบบ สร้างกระแสเงินสดมั่นคง
ในขณะที่บางแบรนด์ใช้ช่องทางออนไลน์เพื่อเสริมธุรกิจเดิม คุณส้ม จากร้าน Happy Shop บรรจุภัณฑ์ เลือกใช้อีคอมเมิร์ซเป็นกลไกหลักในการขยายธุรกิจ จากประสบการณ์ในตลาด B2B ที่ต้องบริหารเครดิตเทอมและสต็อกจำนวนมาก เธอมองว่าระบบชำระเงินของแพลตฟอร์มช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องที่มั่นคงขึ้น
การใช้ฟีเจอร์ Shopee Live ตลอด 24 ชั่วโมง ยังช่วยเพิ่มการมองเห็นสินค้าและสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง โดยภายในเวลาเพียง 2 เดือน ร้านสามารถสร้างยอดขายแตะระดับ 20 ล้านบาทต่อเดือน แม้ยังไม่ได้ใช้งบโฆษณาเพิ่มเติม
“แพลตฟอร์มออนไลน์ช่วยให้เรามีช่องทางขายที่เปิดตลอดเวลา และมีระบบชำระเงินที่ชัดเจน ทำให้คาดการณ์กระแสเงินสดได้แม่นยำ สามารถขยายทีมและเพิ่มกำลังการผลิตได้เร็วขึ้น”
Seller Success Playbook สูตรเติบโตระยะยาว
แม้ทั้งสามแบรนด์จะอยู่คนละหมวดสินค้า แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การตัดสินใจด้วยข้อมูล
- Greenleafs_healthy ใช้ CPAS-Facebook วิเคราะห์ Conversion Rate เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโฆษณา
- Irathailand ใช้ข้อมูลวิเคราะห์ต้นทุนและผลลัพธ์แคมเปญอย่างละเอียด
- Happy Shop ใช้ฟีเจอร์สำคัญ เช่น Shopee Live, Shopee Affiliate, YouTube Shopping, Meta Ads with Shopee และ GMV Max เพื่อขยายการเข้าถึงลูกค้า
ทั้งสามเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จบนแพลตฟอร์มไม่ได้เกิดจากการ “ตั้งร้านค้า” เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้เครื่องมืออย่างเหมาะสม และปรับกลยุทธ์ตามข้อมูลจริง
CSEP สร้างระบบนิเวศการเติบโตของผู้ประกอบการ
บทบาทของ Shopee Mentor ภายใต้โครงการ Certified Shopee Expert Program (CSEP) ไม่ได้จำกัดเพียงการแบ่งปันเทคนิคการขาย แต่ยังเป็นการส่งต่อองค์ความรู้จากประสบการณ์จริง เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการรายอื่นสามารถเริ่มต้นและเติบโตได้เร็วขึ้น ลดความเสี่ยงจากการลองผิดลองถูก
ผู้ประกอบการทั้งสามมองว่า SME ไทยมีศักยภาพในการเติบโตสูง แต่ผู้ที่สามารถปรับตัวได้รวดเร็ว ใช้ข้อมูลอย่างชาญฉลาด และติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างใกล้ชิด จะมีความพร้อมมากที่สุดในการคว้าโอกาสในตลาดอีคอมเมิร์ซที่แข่งขันสูง
ในยุคที่ค้าปลีกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ Omnichannel Retail การผสานช่องทางออฟไลน์และออนไลน์เข้าด้วยกันอย่างมีประสิทธิภาพ จึงกลายเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
