เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของประเทศไทย (BOI) ได้อนุมัติโครงการลงทุนขนาดใหญ่จำนวน 6 โครงการ คิดเป็นมูลค่ารวมกันสูงถึง 958,000 ล้านบาท หรือประมาณ 29,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หนึ่งในนั้นมีการลงทุนด้วยมูลค่ามหาศาลคือ โครงการขยายโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Data Infrastructure) ขนาดมหึมาของบริษัท ติ๊กต็อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด (TikTok)
สำนักข่าวรอยเตอร์ (Reuters) รายงานจากกรุงเทพมหานครว่า การอนุมัติระลอกใหญ่ในครั้งนี้เป็นการเน้นย้ำถึงบทบาทของประเทศไทยที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ในฐานะศูนย์กลางภูมิภาคสำหรับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และบริการคลาวด์ ท่ามกลางกระแสการแข่งขันอย่างดุเดือดของบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเพื่อแย่งชิงพื้นที่จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลในเอเชีย
TikTok ทุ่ม 25,000 ล้านดอลลาร์ ลงทุนในไทย
สำหรับโครงการของ บริษัท ติ๊กต็อก ซิสเต็ม (ประเทศไทย) จำกัด (ซึ่งอยู่ภายใต้โครงสร้างโครงข่ายของ ติ๊กต็อก พีทีอี จำกัด หน่วยงานในสิงคโปร์ของไบต์แดนซ์) โดยมีมูลค่าการลงทุนสูงถึง 842,000 ล้านบาท หรือประมาณ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แผนการลงทุนนี้ถือเป็นการขยายขีดความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลจากเดิมที่เคยประกาศไว้ ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้งเซิร์ฟเวอร์เพิ่มเติม การขยายระบบจัดเก็บข้อมูล และการยกระดับศักยภาพในการประมวลผลข้อมูลใน 3 จังหวัดยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ และฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับความต้องการใช้งานบริการดิจิทัลที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี เช่น การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 5 ปี ภายใต้กลยุทธ์การส่งเสริมอุตสาหกรรม BCG (Bio-Circular-Green) ของไทย นอกจากนี้ TikTok ยังให้คำมั่นว่าจะช่วยสนับสนุนสังคมไทยด้วยการพัฒนาหลักสูตรความรู้เท่าทันดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทยและช่วยยกระดับทักษะแรงงานดิจิทัลในประเทศอีกด้วย
อนุมัติการลงทุน Data Center ใหม่อีก 2 ราย
นอกเหนือจากบิ๊กโปรเจกต์ของ TikTok แล้ว บอร์ด BOI ซึ่งมีนายเอกนิติ นิติทัณฑประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในที่ประชุม ยังได้อนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่สำคัญอื่นๆ อีก 2 โครงการ ได้แก่
- โครงการสกายไลน์ ดาต้าเซ็นเตอร์ (Skyline Data Center) ของดาแมค กรุ๊ป (DAMAC Group) กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ มูลค่าการลงทุน 46,000 ล้านบาท (ประมาณ 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพื่อตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ในจังหวัดฉะเชิงเทรา รองรับปริมาณโหลดไอทีสูงสุดถึง 200 เมกะวัตต์
- โครงการเป็นของบริษัท บริดจ์ ดาต้า เซ็นเตอร์ (Bridge Data Centres) จากสิงคโปร์ มูลค่าลงทุน 24,600 ล้านบาท ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี รองรับโหลดไอทีได้ 134 เมกะวัตต์
ส่วนโครงการที่เหลือที่ได้รับการอนุมัติในรอบนี้จะเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน อุตสาหกรรมรีไซเคิล และอุตสาหกรรมการทำเหมืองแร่
ทางด้านนายนริศ ธาราดำรงค์ศักดิ์ เลขาธิการ BOI ได้เปิดเผยว่า ตัวเลขอันมหาศาลนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนต่างชาติต่อระบบนิเวศดิจิทัลของประเทศไทย อย่างไรก็ดี เพื่อให้ประเทศสามารถรองรับวัฏจักรการลงทุนรอบใหม่นี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการออกมาตรการจูงใจทางการลงทุน การพัฒนาแรงงานฝีมือ และระบบห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่ง ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและการเข้าถึงพลังงานสะอาด (Clean Energy) ซึ่งถือเป็นปัจจัยวิกฤตในการดึงดูดเมกะโปรเจกต์ไอที
โดยในที่ประชุมได้ร่วมหารือกับหน่วยงานด้านพลังงานเพื่อหาแนวทางยกระดับความพร้อมด้านกระแสไฟฟ้า ตลอดจนขับเคลื่อนข้อตกลงซื้อขายพลังงานหมุนเวียนโดยตรง (Direct PPA) ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นอกจากนี้ บอร์ดยังได้อนุมัติโครงการชุดที่สองภายใต้กลไก “Thailand FastPass” หรือมาตรการเร่งรัดขั้นตอนทางกฎหมายและใบอนุญาต เพื่อให้โครงการลงทุนที่สำคัญสามารถเปลี่ยนผ่านจากขั้นตอนการอนุมัติไปสู่การดำเนินการผลิตจริงได้อย่างรวดเร็วที่สุดอันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลของไทยในระยะยาว
ข่าวจาก: https://www.reuters.com/world/asia-pacific/thailand-approves-29-billion-major-projects-including-tiktok-2026-05-06/
