Home » ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเอเชียผ่านเวทีสัมมนากรุงเทพฯ ชูแนวทางแก้ขยะพลาสติกและลดการปล่อยคาร์บอนจากปูนซีเมนต์

ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเอเชียผ่านเวทีสัมมนากรุงเทพฯ ชูแนวทางแก้ขยะพลาสติกและลดการปล่อยคาร์บอนจากปูนซีเมนต์

โดย Reporter 1
316 views

เอเชีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีการเปลี่ยนแปลงและความหลากหลายสูงที่สุดในโลก กำลังเป็นที่จับตาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนผ่านสู่การเติบโตทางอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืนและทั่วถึง อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคเอเชียมีอัตราการใช้พลาสติกสูงที่สุดในโลกและเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ถึง 2  ใน 3 ของการผลิตทั่วโลก ซึ่งทั้งสองอุตสาหกรรมนี้สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม

ด้วยเหตุนี้ แนวทางปฏิบัติเพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและการลดการปล่อยคาร์บอนจึงจำเป็นอย่างเร่งด่วน เพื่อเปลี่ยนจากแบบแผนการผลิตและการบริโภคแบบดั้งเดิม ไปสู่การปลดล็อกโอกาสทางเศรษฐกิจที่สามารถปกป้องโลกไปพร้อมกัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้แทนภาครัฐ ผู้นำภาคอุตสาหกรรม องค์การระหว่างประเทศ และผู้เชี่ยวชาญ จึงมาร่วมงานสัมมนา ที่กรุงเทพฯ ในหัวข้อ “Scaling Circular Solutions: From Pilots to Policy in Asia” หรือ “การขยายผลเศรษฐกิจหมุนเวียน: จากโครงการนำร่องสู่นโยบายในทวีปเอเชีย” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมแห่งนอร์เวย์ (SINTEF) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO)

งานในครั้งนี้เป็นการขยายผลต่อจากสองโครงการเรือธง ได้แก่ โครงการการจัดการพลาสติกในมหาสมุทรให้กลายเป็นโอกาสในเศรษฐกิจหมุนเวียน (OPTOCE) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลนอร์เวย์ และโครงการการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย (Decarbonization of the Cement and Concrete Sectors in Thailand) ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งแคนาดา (ECCC) และดำเนินงานโดย UNIDO

ในงานมีการนำเสนอผลสำเร็จจากโครงการนำร่อง OPTOCE ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการใช้กระบวนการเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นวิธีการที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้ ซึ่งช่วยลดทั้งขยะพลาสติกและการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

เวทีสัมมนายังได้นำเสนอผลลัพธ์จากโครงการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย เพื่อแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการระหว่างนวัตกรรม นโยบาย และกลไกทางการเงิน ช่วยขับเคลื่อนการพลิกโฉมอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืนได้

นอกจากนี้ เวทีดังกล่าวยังเน้นย้ำถึงก้าวต่อไปที่สำคัญอย่างการขยายผลโครงการนำร่องที่มีประสิทธิภาพไปสู่กลยุทธ์ระดับชาติที่ช่วยลดขยะพลาสติก ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมและปล่อยคาร์บอนต่ำ การพูดคุยภายในงานครอบคลุมประเด็นเรื่องกลไกเชิงนโยบายที่นำไปปฏิบัติได้จริง เช่น กรอบการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (EPR) และเทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและลดการปล่อยคาร์บอน

ผู้เข้าร่วมงานได้ร่วมสำรวจแนวทางปฏิบัติที่พร้อมสำหรับการลงทุนเพื่อขยายผลโครงการเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพยากร ตอกย้ำว่าแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและตอบโจทย์การลงทุน ทั้งนี้ จากความท้าทายในการดำเนินนโยบายเหล่านี้ระหว่างประเทศ งานสัมมนาจึงเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการเสริมความร่วมมือที่แข็งแกร่งในระดับภูมิภาค และการสร้างภาคีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ซึ่งจะช่วยขยายผลแนวทางปฏิบัติที่ใช้ได้จริง

คุรอัสตริด เอมีเลีย เฮลเล (H.E. Mrs. Astrid Emilie Helle) เอกอัครราชทูตราชอาณาจักรนอร์เวย์ประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานว่า “นอร์เวย์ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนแนวทางแก้ปัญหาที่ใช้ได้จริงและอาศัยหลักวิทยาศาสตร์ในการรับมือวิกฤตพลาสติกและสภาพภูมิอากาศ โครงการ OPTOCE ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า หากมีพันธมิตรที่เหมาะสม เราสามารถเปลี่ยนขยะให้เป็นโอกาส อีกทั้งยังช่วยลดมลพิษ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราหวังว่าจะได้เห็นความสำเร็จนี้ขยายผลไปทั่วเอเชีย”

ดร.คอเร เฮลเก คาร์สเตนเซน (Dr. Kåre Helge Karstensen) หัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้จัดการโครงการ OPTOCE กล่าวในงานสัมมนาว่า “จากโครงการ OPTOCE เราได้พิสูจน์แล้วว่าการนำพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์นั้น ไม่เพียงแต่จะทำได้จริง แต่ยังปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถสร้างผลกระทบในวงกว้างได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่เราต้องทำต่อคือขยายผลจากโครงการนำร่องสู่การนำไปใช้เป็นนโยบาย ขั้นตอนสำคัญคือการนำไปเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติและสร้างความร่วมมือในภูมิภาค เพื่อให้เอเชียเป็นผู้นำในการจัดการปัญหาพลาสติกและลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม”

คุณบรูโน ฟ็อกซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อินทรี อีโคไซเคิล จำกัด กล่าวว่า “อินทรี อีโคไซเคิล ได้ดำเนินโครงการรื้อร่อนบ่อขยะในประเทศไทย เพื่อผลิตเชื้อเพลิงขยะหรือ RDF มาเป็นระยะเวลาหลายปีแล้ว จากการศึกษาพบว่าขยะที่ถูกทิ้งส่วนใหญ่เป็นพลาสติกมูลค่าต่ำ และขยะเหล่านี้มักจะรั่วไหลลงสู่แหล่งน้ำและทะเล

การนำขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้มาแปลงเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตปูนซีเมนต์ ช่วยให้เราลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ขณะเดียวกัน ยังช่วยลดปัญหาบ่อขยะล้นและช่วยป้องกันไม่ให้พลาสติกไหลลงสู่ทะเล เรามุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนต่อไป และยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน”

คุณปิง กิดนิกร (H.E. Ms. Ping Kitnikone) เอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวว่า “แคนาดา เดินหน้ารับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสร้างเส้นทางพัฒนาที่ยั่งยืน เรารับทราบว่าความก้าวหน้าที่แท้จริงในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การเสริมสร้างความพร้อมรับมือ และการสร้างอนาคตสีเขียว จำเป็นต้องอาศัยแนวทางแก้ไขในระดับโลก

เราต้องการพันธมิตรที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก การนำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ในระยะยาว จะช่วยให้เราสามารถปรับระบบการทำงานต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและส่งเสริมความยั่งยืนอย่างแท้จริง”

การสัมมนาครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมระดับภูมิภาคที่จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดงานในลักษณะเดียวกันที่กรุงฮานอยในเดือนตุลาคม เพื่อให้ข้อมูลสำคัญต่อการกำหนดนโยบายระดับชาติและการเจรจาระหว่างประเทศ รวมถึงการเจรจาสนธิสัญญาพลาสติกโลกที่กำลังดำเนินอยู่ ทั้งนี้งานครั้งนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนงานของ UNIDO ในการลดคาร์บอนทั้งในภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยี การลงทุน ตลอดจนการพัฒนาขีดความสามารถ และสร้างความตระหนักรู้เรื่องการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม

รชา อับดราบู (Rasha Abdrabu) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอุตสาหกรรม  องค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ (UNIDO) กล่าวสรุปว่า “เราจำเป็นต้องเร่งการดำเนินงานและร่วมมือกันสร้างแนวร่วมเพื่อขับเคลื่อนการลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพื่อขยายผลให้เกิดการลงทุนในวงกว้างสำหรับการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรม”

โครงการ OPTOCE ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากกระทรวงการต่างประเทศนอร์เวย์และดำเนินการโดย SINTEF ได้นำร่องการใช้ กระบวนการเผาร่วมในเตาปูนซีเมนต์ เพื่อจัดการขยะพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ วิธีนี้ช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ป้องกันการรั่วไหลของขยะสู่หลุมฝังกลบและแหล่งน้ำ ตลอดจนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม

ความสำเร็จของโครงการไม่เพียงพิสูจน์ความเป็นไปได้ทางเทคนิคใน 8 ประเทศทั่วเอเชีย แต่ยังป้องกันขยะพลาสติกกว่า 1 ล้านตันต่อปี ลดการใช้ถ่านหินกว่า 0.5 ล้านตันต่อปี และสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่เผยแพร่สู่เวทีนานาชาติเกือบ 100 ครั้ง ต่อยอดเป็นเครือข่ายนโยบายและความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน โครงการ การลดการปล่อยคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตในประเทศไทย ที่ได้รับทุนจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแคนาดา (ECCC) และดำเนินการโดย UNIDO กำลังเดินหน้าสนับสนุนไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ผ่านการพัฒนากลยุทธ์และนโยบายเชิงปฏิบัติ การบ่มเพาะนวัตกรและนวัตกรรมลดคาร์บอน

การสร้างความร่วมมือรัฐ–เอกชนและการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ตลอดจนการผลักดันมาตรฐานและการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว (GPP) นอกจากนี้ยังเน้นการมีส่วนร่วมของผู้หญิงและเยาวชน และการเชื่อมโยงความรู้แบบ south–south cooperation เพื่อสร้างโมเดลอุตสาหกรรมที่เติบโตควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

You may also like

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลและรวบรวมสถิติวิจัยทางด้านการตลาด การวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนนำมาปรับปรุง และควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอม ท่านยังสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ปกติ ยอมรับทั้งหมด