SCG รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความสามารถในการปรับตัวท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและวัตถุดิบให้มีความผันผวนต่อเนื่อง
ในระยะสั้น SCG เร่งดำเนินกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างเข้มข้น ทั้งด้านวัตถุดิบและพลังงาน ควบคู่กับการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ผ่านการตั้ง “Daily War Room” เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์และปรับแผนได้อย่างทันท่วงที พร้อมย้ำวินัยทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพองค์กร
ขณะเดียวกัน ได้วางแผนระยะ 2 ปี (2569–2570) มุ่งสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว โดยใช้จุดเด่นจากฐานการผลิตที่หลากหลายในภูมิภาคอาเซียน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมนำเทคโนโลยี Robotics & Automation มาใช้ยกระดับประสิทธิภาพการผลิต และเดินหน้าโครงการ Long Son Petrochemicals (LSPE) ในประเทศเวียดนาม ซึ่งมีความคืบหน้าตามแผน
SCG ยังเดินหน้าผลักดันพอร์ตสินค้าไปสู่กลุ่มสินค้ากรีน สินค้าราคาคุ้มค่า และสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดในระยะยาว นอกจากนี้ อยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ในธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย ระหว่าง GC และ SCGC เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุตสาหกรรมปิโตรเคมี
พร้อมกันนี้ SCG ยังมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดแบบครบวงจร รองรับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ท่ามกลางบริบทเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง
คุณธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท แม้เผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลกและหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์จะยังยืดเยื้อ
อย่างไรก็ตาม SCG ได้ดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน และควบคุมสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจยังคงมีเสถียรภาพ พร้อมเดินหน้าทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาวควบคู่กัน
ระยะสั้น: ปรับตัว “เข้มข้น–ทันท่วงที” รับมือความผันผวน
- บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วย Daily War Room ตั้งศูนย์บัญชาการรวมผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน ใช้ข้อมูลรายวันวิเคราะห์สถานการณ์ เร่งจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งใหม่ทั่วโลก เพื่อลดผลกระทบต้นทุน พร้อมดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการส่งมอบสินค้ามูลค่าเพิ่มสูงที่มีความเฉพาะตัว
- บริหารต้นทุนพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หันมาใช้พลังงานทางเลือกมากขึ้น ขยายการใช้รถ EV ในการขนส่งสินค้า และใช้จุดแข็งจากการมีฐานการผลิตกระจายทั่วประเทศ ช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์และเพิ่มความคล่องตัว
- รักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น ปรับโครงสร้างธุรกิจและหยุดกิจการที่ไม่ทำกำไร ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 4,300 ล้านบาท ควบคุม CAPEX ที่ 5,482 ล้านบาท ส่งผลให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท อัตราหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ลดเหลือ 5.0 เท่า พร้อมเงินสดคงเหลือแข็งแกร่ง 67,137 ล้านบาท
ระยะ 2 ปี (2569–2570): สร้าง “กล้ามเนื้อ” เสริมแกร่งระยะยาว
- เพิ่มประสิทธิภาพฐานผลิตอาเซียน (Regional Optimization) ใช้ความได้เปรียบจากฐานการผลิตหลากหลายในภูมิภาค ผ่านการรวมศูนย์การผลิต และนำ Robotics & Automation มายกระดับคุณภาพและลดต้นทุน คาดช่วยประหยัดได้กว่า 3,300 ล้านบาทต่อปี พร้อมเดินหน้าโครงการ Long Son Petrochemicals (LSP) เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% และเตรียมเพิ่มความยืดหยุ่นการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทน คาดลดต้นทุนได้กว่า 6,000 ล้านบาทต่อปีเมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570
- ผลักดันสินค้า Green–SVP–HVA เร่งขยายพอร์ตสินค้ากรีน สินค้าคุณภาพดีราคาคุ้มค่า (SVP) และสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าและเพิ่มอัตรากำไรในระยะยาว
- ศึกษาร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ GC–SCGC เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทย ระหว่าง GC และ SCGC เพื่อเสริมความแข็งแกร่งซัพพลายเชนและยกระดับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทย โดยคาดสรุปผลภายในไตรมาส 3 ปี 2569
- ขับเคลื่อนพลังงานสะอาดครบวงจร ผ่าน SCG Cleanergy รองรับความต้องการพลังงานทางเลือก ลดความผันผวนจากเชื้อเพลิงฟอสซิล และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero
ทั้งนี้ SCG ยังคงเดินหน้าสร้างสมดุลระหว่างการบริหารความเสี่ยงระยะสั้นและการลงทุนเพื่อการเติบโตระยะยาว เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

คุณจันทนิดา สาริกะภูติ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การเงินและการลงทุน SCG เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของ SCG สะท้อนความแข็งแกร่งด้านการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยมี Adjusted Cash EBITDA อยู่ที่ 14,929 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 66% จากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 123,327 ล้านบาท ลดลง 1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และลดลง 2% จากไตรมาสก่อนหน้า
ด้านกำไรสำหรับงวดอยู่ที่ 6,223 ล้านบาท เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ 455% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และพลิกฟื้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขาดทุน 3,692 ล้านบาท สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนและการดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกของบริษัท
ทั้งนี้ Adjusted Cash EBITDA เป็นตัวชี้วัดกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน โดยไม่รวมผลกระทบจากรายการที่ไม่ใช่เงินสด เช่น การปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการพิเศษที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ ทำให้สะท้อนศักยภาพการสร้างกระแสเงินสดที่แท้จริงของธุรกิจได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
คุณจันทนิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ความแข็งแกร่งดังกล่าวเป็นผลจากการดำเนินมาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทสามารถบริหารโครงสร้างทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท ขณะที่หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท พร้อมควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ให้อยู่ในระดับเหมาะสมที่ 5,482 ล้านบาท
ในส่วนของโครงสร้างหนี้ อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ปรับลดลงมาอยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สะท้อนความสามารถในการบริหารภาระหนี้ได้ดีขึ้น และยังคงมีสภาพคล่องแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 อยู่ที่ 67,137 ล้านบาท
“SCG ยังคงมุ่งเดินหน้ามาตรการรักษาวินัยทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นการเพิ่มกระแสเงินสด การลดภาระหนี้ และการลงทุนเฉพาะโครงการที่จำเป็น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินและรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจในอนาคต” คุณจันทนิดา กล่าว
ทั้งนี้ การบริหารการเงินอย่างรอบคอบควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ SCG สามารถรักษาเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน
ทั้งนี้ ผลประกอบการและการดำเนินงานสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2569 รายธุรกิจ มีดังนี้
1.) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดในภูมิภาคอาเซียนและโครงการภาครัฐ
- เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กำไร 2,136 ล้านบาท
- เร่งขยาย “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” เข้าถึงตลาดในประเทศกว่า 80% พร้อมส่งออกต่างประเทศต่อเนื่อง
- มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้าง ลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มความทนทาน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าระยะยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กลุ่มสินค้า CPAC Super, Extras และ Advance Series “คอนกรีตซูเปอร์ชายเล ซีแพค” และ “คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า มารีน ซีแพค” สำหรับภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก ป้องกันโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้ชายฝั่งทะเล และ “คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า ทนดินเค็ม ซีแพค” สำหรับภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเค็ม
- ใช้พลังงานทางเลือก ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ และพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้กว่า 444 ล้านบาท
- ใช้รถไฟฟ้า EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย และทดลองขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถโม่พลังงานไฟฟ้า CPAC EV Mixer Truck ให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง
- เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 804 ล้านบาท
- เร่งผลักดันสินค้า SVP ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อผู้บริโภค สร้างรายได้กว่า 993 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ ฉนวนกันความร้อน และกระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น
- มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น “กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น เอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท” ซึ่งลดการสะสมความร้อนบนแผ่นกระเบื้อง “ระบบหลังคากันความร้อน เอสซีจี” โซลูชันลดความร้อนเข้าสู่บ้าน และ “หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่นเซลิกา ศรา” ที่ราคาคุ้มค่าและได้กระแสตอบรับดี
- เอสซีจี เดคคอร์ กำไร 247 ล้านบาท เน้นเดินหน้ากลยุทธ์ Regional optimization เพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาว ผ่าน ‘โครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ในเวียดนาม’ เตรียมพร้อมเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาค อีกทั้ง ‘โครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน และเพิ่มสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ในไทย’ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำกำไร และแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น
เอสซีจี ซีเมนต์ แอนด์กรีนโซลูชันส์ พร้อมเดินหน้ายกระดับขีดความสามารถธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกและเชื้อเพลิงทดแทน ควบคู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำให้สอดคล้องมาตรฐานสิ่งแวดล้อมระดับสากล และต่อยอดนวัตกรรมคอนกรีตมูลค่าเพิ่มเพื่อตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้าน
ขณะที่แนวโน้มอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ปี 2569 ยังได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐในประเทศ แม้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังฟื้นตัวช้า ส่วนตลาดอาเซียนมีปัจจัยบวกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเวียดนาม กัมพูชา และอินโดนีเซีย อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงติดตามสถานการณ์ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมกลยุทธ์รับมือและรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว
คุณวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล เปิดเผยว่า ยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจผ่านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและปรับตัวเชิงรุก ทั้งการใช้พลังงานทางเลือก การบริหารจัดการวัตถุดิบให้มีความยืดหยุ่น และการจัดพอร์ตสินค้าให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลง
ท่ามกลางภาพรวมอุตสาหกรรมที่ได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาครัฐ ขณะที่กำลังซื้อภาคเอกชนยังชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดที่อยู่อาศัยและโครงการเชิงพาณิชย์ที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ตลาดอาเซียนยังคงเติบโตต่อเนื่องจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายประเทศ ทั้งนี้ บริษัทเดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้เทคโนโลยี AI และระบบอัตโนมัติ การบริหารซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพ และการใช้ฐานการผลิตในภูมิภาคให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อรองรับความผันผวนของเศรษฐกิจและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางลดกำลังการผลิตและอัตราการเดินเครื่องจักรราว 46 ล้านตัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีน ทำให้อุปทานในตลาดลดลง ด้วยปัจจัยด้านต้นทุนและอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น
- เอสซีจีซี กำไร 1,078 ล้านบาท สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่การผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้ จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ให้โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป ทั้งนี้ นอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC
3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง
- เอสซีจีพี กำไร 1,566 ล้านบาท จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และจากแรงหนุนของการอุปโภคบริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเอสซีจีพีมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม
4.) ธุรกิจพลังงานสะอาด
- เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ มีกำลังการผลิตสะสมของโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์ จากการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปรับกระบวนการพัฒนาโครงการให้กระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขนาดใหญ่ได้ตามแผน อาทิ โครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (CMT1) รวมถึงโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอย่างบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
คุณวิโรจน์ รัตนชัยสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล เปิดเผยว่า สถานการณ์ปิโตรเคมีช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงงานผลิตและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในหลายประเทศต้องหยุดดำเนินการ เกิดภาวะวัตถุดิบตึงตัวและราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีปรับสูงขึ้น กระทบห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก
โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์ที่กำลังการผลิตเอทิลีนทั่วโลกราว 20% ได้รับผลกระทบ ขณะที่สายไวนิลเผชิญต้นทุนเพิ่มและอุปทานตึงตัว ด้าน SCGC ได้เร่งปรับกลยุทธ์บริหารจัดการอย่างใกล้ชิด ทั้งการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบตะวันออกกลาง เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและบริหารสต๊อก โดยโรงงานในไทยยังคงเดินเครื่องในระดับสูงเพื่อรองรับความต้องการในประเทศ พร้อมปรับโฟกัสการขายสู่ตลาดภายในและเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA)
นอกจากนี้ยังเดินหน้าโครงการ LSPE ตามแผน โดยมีความคืบหน้าการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสัญญาจัดหาวัตถุดิบระยะยาว รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในประเทศไทย เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาวท่ามกลางความผันผวนของอุตสาหกรรมโลก
“แม้ความผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังอยู่ในระดับสูง เอสซีจียังคงเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง ‘เข้มข้น’ พร้อมเร่ง ‘เสริมแกร่ง’ ขีดความสามารถการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ ‘เข้มแข็ง’ อย่างต่อเนื่อง ควบคู่การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับตัวเชิงรุกในทุกมิติ เพื่อให้พร้อมรับมือทุกความท้าทาย โดยบริษัทยังมีฐานะการเงินที่ ‘แข็งแกร่ง’ มีสภาพคล่องเพียงพอ และมั่นใจว่าสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” คุณธรรมศักดิ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ กล่าวปิดท้าย
