บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2569 มีกำไรเติบโต จากแรงหนุนธุรกิจในประเทศอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานและบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิผล ขณะเดียวกัน ยังได้รับอานิสงส์จากการบริโภคภายในประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ขยายตัว ส่งผลให้ความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคยังอยู่ในระดับที่ดี
สำหรับทิศทางไตรมาส 2 บริษัทฯ เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุก เพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก โดยมุ่งบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และปรับการใช้พลังงานให้เหมาะสม เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน
นอกจากนี้ SCGP ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) ผ่านการพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับลูกค้า ทั้งนี้ กลยุทธ์ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน และรักษาเสถียรภาพการเติบโตของธุรกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในระยะต่อไป
คุณวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง
โดย SCGP ได้ดำเนินกลยุทธ์มุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) จึงสามารถขยายโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตได้ตามแผนงานที่สอดคล้องกับแนวทางของบริษัทฯ
ขณะเดียวกัน ผลการดำเนินงานในอินโดนีเซียฟื้นตัวอย่างชัดเจน จากการบริหารต้นทุนทางการเงิน การปรับโครงสร้างการใช้พลังงาน และการบูรณาการห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจกระดาษบรรจุภัณฑ์ภายหลังการเข้าถือหุ้นร้อยละ 100 ใน PT Prokemas Adhikari Kreasi (MYPAK) ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษคุณภาพในอินโดนีเซีย รวมถึงมีการนำเทคโนโลยี ระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) และ Machine Learning มาประยุกต์ใช้ในการผลิต
ทำให้ในไตรมาสที่ 1 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 29,295 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลงร้อยละ 3 จากไตรมาสก่อน ส่วน EBITDA เท่ากับ 4,641 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 10 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 2 จากไตรมาสก่อน และกำไรสำหรับงวด 1,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 74 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 จากไตรมาสก่อน
คุณวิชาญ เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัว จากปัจจัยความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังกดดันต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน ความผันผวนของตลาดพลังงาน และทิศทางนโยบายการค้าระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ภูมิภาคอาเซียนยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการบริโภคภายในประเทศ ขณะที่ความต้องการสินค้าในกลุ่มอุปโภคบริโภคยังอยู่ในระดับที่ดีต่อเนื่อง
ส่วนความต้องการบรรจุภัณฑ์ในกลุ่มสินค้าคงทน คาดว่าจะทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ยังระมัดระวังการใช้จ่าย ประกอบกับภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทั้งนี้ ตลาดยังได้รับแรงสนับสนุนจากการย้ายฐานการผลิตเข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ซึ่งช่วยเสริมโอกาสการเติบโตในระยะข้างหน้า
ในด้านการบริหารต้นทุน บริษัทมีแผนทยอยปรับราคาสินค้าประมาณ 3-5% เพื่อสะท้อนต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น จากราคาพลังงานและวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและเสถียรภาพทางธุรกิจในระยะยาว
บริษัทฯ เดินหน้าบริหารจัดการธุรกิจเชิงรุก ท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนและภาวะตลาดโลก โดยติดตามสถานการณ์วัตถุดิบอย่างใกล้ชิด พร้อมวางกลยุทธ์บริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ เพื่อรักษาเสถียรภาพการดำเนินงานในระยะยาว
ทั้งนี้ ให้ความสำคัญกับการควบคุมต้นทุนผ่านการใช้พลังงานทดแทน ควบคู่กับการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเรซินไปยังหลายประเทศ อาทิ จีน ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา เพื่อลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาด และเสริมความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน
ในด้านกลยุทธ์การเติบโต SCGP ปรับพอร์ตธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง มุ่งพัฒนาโซลูชันบรรจุภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มและสามารถทดแทนวัตถุดิบได้มากขึ้น เช่น บรรจุภัณฑ์แบบไฮบริด และกระดาษเคลือบพอลิเมอร์ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของตลาดและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
พร้อมกันนี้ บริษัทฯ เร่งสร้างความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้า เพื่อยกระดับห่วงโซ่การผลิต และขยายโอกาสสู่ตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ รองรับแนวโน้มการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก
ขณะเดียวกัน SCGP ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างองค์กรให้มีความคล่องตัวมากขึ้น โดยพัฒนาศักยภาพบุคลากรควบคู่กับการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติ ข้อมูล และ AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และยกระดับการบริหารต้นทุนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน
ในมิติความยั่งยืน ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 25% ภายในปี 2573 และมุ่งสู่การเป็นองค์กร Net Zero ภายในปี 2593 โดยล่าสุดมีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือกอยู่ที่ 35% ในไตรมาส 1
นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้รับการคงอันดับ MSCI ESG Rating ระดับ A และรางวัล Gallup Exceptional Workplace Award (GEWA) 2569 ประเภท Engagement Winner สะท้อนความแข็งแกร่งทั้งด้านการดำเนินธุรกิจและการบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
