Home » SCGD โชว์กำไร Q1/69 โต 14% EBITDA 780 ล้าน

SCGD โชว์กำไร Q1/69 โต 14% EBITDA 780 ล้าน

โดย Reporter 1
54 views

SCGD เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไรสุทธิ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท สะท้อนการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้ต้องเผชิญความผันผวนจากภาวะตลาดโลก

บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Regional Optimization เพื่อเสริมความแข็งแกร่งและรองรับการเติบโตในระยะยาว ผ่าน 4 แนวทางสำคัญ โดยมุ่งผลักดันให้ประเทศเวียดนามเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลัก พร้อมเร่งขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่โรงงาน Pho Yen เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในประเทศและตลาดต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน บริษัทได้รวมศูนย์การผลิตในประเทศไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และยกระดับความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า พร้อมพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรม (Hub of Innovation) มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) รองรับความต้องการที่หลากหลายและไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ SCGD ยังเดินหน้าปรับโครงสร้างพลังงาน ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดต้นทุนในระยะยาวและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน

คุณนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ของบริษัทยังคงแข็งแกร่ง และสามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้อย่างต่อเนื่อง แม้ต้องเผชิญความผันผวนและความท้าทายจากภาวะตลาดโลก

ทั้งนี้ บริษัทมีกำไรส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมีอัตรา EBITDA on Sales ที่ร้อยละ 14.1 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน และทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนและการดำเนินงาน

ด้านรายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับปีก่อน อย่างไรก็ตาม หากไม่รวมผลกระทบจากอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากการขายจะลดลงเพียงร้อยละ 4 โดยมีแรงหนุนจากยอดขายในประเทศเวียดนามที่เติบโตต่อเนื่อง

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น SCGD ระบุว่า แม้ธุรกิจจะได้รับผลกระทบในวงจำกัด เนื่องจากมีสัดส่วนการส่งออกไปยังภูมิภาคดังกล่าวน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่บริษัทยังคงเดินหน้าบริหารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน

ทั้งนี้ บริษัทได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงานอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อการดำเนินงานให้น้อยที่สุด พร้อมกันนี้ยังคงขับเคลื่อนกลยุทธ์ Regional Optimization อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ

แนวทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาว โดยมุ่งรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาด ท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก

สำหรับแนวทางแรก SCGD เดินหน้ายกระดับธุรกิจ PRIME ในประเทศเวียดนามให้เป็นเสาหลักการเติบโต และฐานการผลิต–ส่งออกสำคัญของบริษัท โดยในไตรมาส 1 ปี 2569 PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนรวม 11.8 ล้านตารางเมตร

ในจำนวนนี้ เป็นยอดขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในประเทศเวียดนามและการส่งออกมากกว่า 3.9 ล้านตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 44 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั้งในตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ

ขณะเดียวกัน บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอีก 6.6 ล้านตารางเมตร ที่โรงงาน PRIME Pho Yen ประเทศเวียดนาม ด้วยงบลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท โดยเมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 จะส่งผลให้ PRIME มีกำลังการผลิตรวมเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตทั้งหมด

การขยายกำลังการผลิตดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อรองรับการเติบโตของตลาดเวียดนามที่ยังมีศักยภาพสูง รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ในอนาคต

สำหรับแนวทางที่สอง SCGD เดินหน้ารวมศูนย์สายการผลิตในประเทศไทย เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยเป็นการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อให้สามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลิตภาพ (productivity) เพิ่มขึ้น และช่วยลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านการบริหารจัดการ

พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้ลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ เพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่ขยายตัว โดยเฉพาะกลุ่มกระเบื้องขนาดใหญ่และดีไซน์หลากหลาย ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้านำเข้า คาดว่าโครงการจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2570 และจะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี เพียงพอต่อความต้องการของตลาดในประเทศ

ทั้งนี้ การรวมศูนย์การผลิตดังกล่าว คาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ตาม ภายหลังการประเมินผลตอบแทนของโครงการแล้ว พบว่ายังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัท

ทั้งสองโครงการดังกล่าวสะท้อนถึงการขับเคลื่อนกลยุทธ์ Regional Optimization ของ SCGD ที่มุ่งบริหารจัดการฐานการผลิตในระดับภูมิภาคอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทั้งการเพิ่มศักยภาพการผลิตในต่างประเทศ และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายในประเทศ

สำหรับแนวทางที่สาม SCGD มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกกลุ่ม ด้วยจุดแข็งด้านความเข้าใจผู้บริโภคเชิงลึก (Deep Customer Insight) ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้คิดเป็นร้อยละ 36 ของรายได้จากการขายทั้งหมด สะท้อนความสามารถในการสร้างความแตกต่างและตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของผู้บริโภค

ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าขยายกลุ่มสินค้า Smart Value (SVP) ที่เน้นคุณภาพตามมาตรฐานในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อรองรับกำลังซื้อในช่วงตลาดชะลอตัว โดยมียอดขายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ของรายได้จากการขาย ช่วยให้บริษัทสามารถครอบคลุมความต้องการของลูกค้าได้ครบทุกเซกเมนต์

สำหรับแนวทางที่สี่ SCGD เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานและเสริมความยั่งยืนในการดำเนินธุรกิจ

ปัจจุบัน บริษัทมีสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลมากกว่าร้อยละ 25 จากการติดตั้งหน่วยผลิตพลังงานชีวมวลผ่านระบบ Hot Air Generator (HAG) ภายในนิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรี ซึ่งโครงการได้ดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569

ขณะเดียวกัน บริษัทมีการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์คิดเป็นสัดส่วนกว่าร้อยละ 13.6 ของการใช้พลังงานทั้งหมด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

คุณสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1 ปี 2569 ธุรกิจสุขภัณฑ์ของบริษัทยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน จากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายในต่างประเทศ ส่งผลให้มียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศกว่า 141 ล้านบาท พร้อมจำนวนตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย จาก 201 รายในปีก่อน

ขณะเดียวกัน บริษัทยังคงเดินหน้าต่อยอดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ พบปะลูกค้าและพันธมิตร พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันใหม่ ๆ สู่ตลาด

ในด้านนวัตกรรม PRIME ประเทศเวียดนาม ได้พัฒนากระเบื้องที่ผสานเทคโนโลยีพื้นผิว สามารถดูดซับแสงในเวลากลางวันและคายแสงในสภาพแสงน้อย เพิ่มมิติการใช้งานของผลิตภัณฑ์และตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายมากขึ้น

นอกจากนี้ ธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายกว่า 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อน โดยมีสินค้าหลัก ได้แก่ ปูนกาวยาแนว แผ่นท็อปเคาน์เตอร์ครัว และบานประตูหน้าต่าง

คุณนำพล กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานสะท้อนถึงศักยภาพของ SCGD ในการปรับตัวเชิงรุก โดยอาศัยจุดแข็งในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจในภูมิภาคอาเซียน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก

ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและยกระดับศักยภาพการแข่งขัน ผ่านการบริหารจัดการฐานการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้าอย่างต่อเนื่อง

ในด้านสถานะทางการเงิน บริษัทสะท้อนความแข็งแกร่งจากการมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยมีอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 1.1 เท่า ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน โดยมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตในระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงและความยั่งยืนให้กับธุรกิจในอนาคต

You may also like

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลและรวบรวมสถิติวิจัยทางด้านการตลาด การวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนนำมาปรับปรุง และควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอม ท่านยังสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ปกติ ยอมรับทั้งหมด