บทความโดย ดร.เอื้อมพร ปัญญาใส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด (มหาชน)

หลายท่านคงคุ้นเคยกับวลีที่ว่า “Culture eats Strategy for breakfast” ของปีเตอร์ ดรักเกอร์ กูรูนักเขียน และที่ปรึกษาด้านการจัดการชื่อดังซึ่งแปลตรงตัวคือ “วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า” ซึ่งผู้เขียนอยากจะต่อท้ายว่าไม่เพียงแต่เป็นอาหารเช้า แต่เป็นทั้งอาหารกลางวันและอาหารเย็น ประเด็นหลักของวลีนี้คือ ในองค์กรธุรกิจวัฒนธรรมมีความสำคัญมากกว่ากลยุทธ์
จะว่าไปแล้วในโลกธุรกิจที่ภูมิทัศน์มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การจัดทำกลยุทธ์จึงให้ความสำคัญกับข้อมูล insight หรือ mega trend ซึ่งมีมากมายมหาศาล จะถูกนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทดลอง ปรับแต่ง จนได้กลยุทธ์ที่คิดว่าใช่สำหรับองค์กร ผ่านกระบวนการนำเสนออนุมัติโดยผู้บริหาร คณะกรรมการ เพื่อที่จะนำไปเป็นเข็มทิศนำทาง และส่งต่อไปยังการปฏิบัติงาน
หากแต่หลายครั้งพบว่า ไม่สามารถขับเคลื่อนกลยุทธ์นั้นมาสู่การปฏิบัติได้ ทั้งที่มีการประเมินความเสี่ยงในด้านต่างๆ ไว้แล้ว เพราะเรามองข้ามพลังที่มองไม่เห็นและจับต้องไม่ได้ที่สามารถสร้างหรือทำลายแม้แต่แผนที่จัดทำขึ้นอย่างพิถีพิถันที่สุด นั่นก็คือ “วัฒนธรรม”
วัฒนธรรมที่มักถูกมองข้ามถือเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกศักยภาพสูงสุดขององค์กร ไม่ใช่แค่คำศัพท์หรือแนวคิดผิวเผินเท่านั้น มันเป็นแก่นแท้ของวิธีการทำงานต่างๆ ภายในบริษัท การกำหนดทัศนคติ พฤติกรรม และผลลัพธ์ในที่สุด
วัฒนธรรมแทรกซึมอยู่ในทุกแง่มุมขององค์กร ตั้งแต่ค่านิยม และความเชื่อ ไปจนถึงบรรทัดฐานและแนวปฏิบัติขององค์กร โดยแก่นแท้แล้ว วัฒนธรรมแสดงถึงบุคลิกภาพโดยรวมขององค์กร โดยรวบรวมอัตลักษณ์ขององค์กรและชี้นำการดำเนินการขององค์กร เป็นกฎที่ไม่ได้เขียนไว้ซึ่งควบคุมการโต้ตอบ ความเข้าใจร่วมกันในสิ่งที่สำคัญที่สุด และแรงผลักดันที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการตัดสินใจ
ดังนั้นองค์กรที่ผู้บริหารให้ความสำคัญกับ “วัฒนธรรมองค์กร” จึงมีการระบุถึงวัฒนธรรมหรือพฤติกรรมที่เหมาะสมในองค์กร
จากคุณค่าร่วมสู่วัฒนธรรมองค์กร
ผู้บริหารต้องเข้าใจว่าวัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่สามารถกำหนดจากบนลงล่างได้ แต่เป็นการสร้างสรรค์ร่วมกันโดยสมาชิกทุกคนในองค์กร ตั้งแต่มุมสำนักงานไปจนถึงแนวหน้า เป็นผลมาจากพฤติกรรมที่สม่ำเสมอ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำและการยอมรับจากพนักงานทุกระดับ ดังนั้น การปลูกฝังวัฒนธรรมเชิงบวกจึงต้องใช้ความพยายามร่วมกันในการปรับค่านิยม ส่งเสริมความไว้วางใจ และเพิ่มขีดความสามารถให้แต่ละบุคคลมีส่วนร่วมในส่วนรวมของตนเองอย่างดีที่สุด
วัฒนธรรมที่เหมาะสมในองค์กร จะเริ่มต้นจาก Core Value หลายองค์กรมีการกำหนด Core Value ไว้ชัดเจนแต่ไม่แปลง Core Value มาเป็นวัฒนธรรมองค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นรูปธรรม ซึ่งการแปลงคุณค่าร่วมผ่านกระบวนการ “ปรับความเชื่อ ทัศนคติ ความคิด” นำไปสู่การ “การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” ในการทำงานร่วมกันของคนในองค์กร ซึ่งผู้บริหารหรือองค์กรจำเป็นต้องมีการกำหนดภาพวัฒนธรรมองค์กรที่สอดคล้องกับ Core value ในแต่ละเรื่อง
ดังเช่น Core Value คือ “การทำงานเป็นทีม” จำเป็นต้องกำหนดพฤติกรรมที่เหมาะสมในการทำงานเป็นทีม เช่น ในการประชุมทุกคนต้องตรงต่อเวลา มีการเตรียมข้อมูลให้พร้อมก่อนการประชุม และประธานในที่ประชุมมีการสรุปก่อนจบการประชุมทุกครั้ง เป็นต้น
ทำไมผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กร
ผู้บริหารที่ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมองค์กร ตระหนักดีว่า วัฒนธรรมองค์กรที่แสดงผ่านพฤติกรรมรการทำงานร่วมกันส่งผลกระทบอย่างมากต่อประสิทธิภาพขององค์กรและความยั่งยืนในระยะยาว วัฒนธรรมที่แข็งแกร่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดความสำเร็จ การขับเคลื่อนการมีส่วนร่วม นวัตกรรม และความสามารถในการปรับตัวเมื่อเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง
ในทางกลับกัน วัฒนธรรมที่เป็นพิษสามารถเป็นฆาตกรเงียบ ทำลายขวัญกำลังใจ ความคิดสร้างสรรค์ที่บั่นทอน และขัดขวางความก้าวหน้า
ลองพิจารณากรณีของ Enron ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร ก่อนที่จะล่มสลายครั้งใหญ่เนื่องจากการฉ้อโกงที่แพร่หลายและการประพฤติมิชอบทางจริยธรรม เบื้องหลังความเจริญรุ่งเรืองที่ซ่อนเร้นวัฒนธรรมที่เป็นพิษซึ่งมีลักษณะเป็นความเย่อหยิ่ง การหลอกลวง และการแสวงหาผลประโยชน์ระยะสั้นอย่างไม่หยุดยั้งไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยราคาใดก็ตาม
ผลที่ตามมาคือหายนะ ไม่เพียงแต่สำหรับบริษัทเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพนักงาน นักลงทุน และชุมชนธุรกิจในวงกว้างด้วย
ในทางกลับกัน บริษัทอย่าง Google ได้แสดงให้เห็นถึงพลังการเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมเชิงบวก โดยที่ความโปร่งใส การไม่แบ่งแยก และการให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงานอย่างไม่หยุดยั้งไม่ได้เป็นเพียงอุดมคติอันสูงส่งเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักการพื้นฐานที่ขับเคลื่อนความสำเร็จอีกด้วย
องค์กรเหล่านี้ไม่เพียงแต่ดึงดูดผู้มีความสามารถระดับสูงเท่านั้น แต่ยังรักษาพวกเขาไว้ ส่งเสริมความรู้สึกเป็นเจ้าของและวัตถุประสงค์ที่ขับเคลื่อนนวัตกรรมและขับเคลื่อนผลลัพธ์
ปลูกฝังวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศ
ในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งการแข่งขันที่รุนแรงและการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา วัฒนธรรมกลายเป็นตัวสร้างความแตกต่างขั้นสูงสุดระหว่างความสำเร็จและความล้มเหลว เพราะในส่วนลึกของวัฒนธรรมที่ดี จะมีศักยภาพในการปลดปล่อยพลังความสามารถและความหลงใหลอย่างเต็มที่ของทุกคน สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรม ส่งเสริมความยืดหยุ่น และท้ายที่สุดก็คือการขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ความสำเร็จระดับใหม่
ผู้บริหารมีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลและปกป้องวัฒนธรรมของตน โดยตระหนักว่าวัฒนธรรมดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงสิ่งดีที่จะมีเท่านั้น แต่ยังเป็นความจำเป็นเชิงกลยุทธ์เพื่อความสำเร็จในระยะยาว ด้วยการส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งความเป็นเลิศ ซึ่งโดดเด่นด้วยความไว้วางใจ การทำงานร่วมกัน และการแสวงหาความยิ่งใหญ่อย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาสามารถสร้างสภาพแวดล้อมที่พนักงานได้รับมอบอำนาจให้เจริญเติบโต ขับเคลื่อนนวัตกรรม และขับเคลื่อนการเติบโตในโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
