ชูโมเดล One Health พร้อมปั้นประเทศไทยสู่การเป็นพื้นที่อายุยืนหรือ Blue Zone แห่งใหม่ผ่านนวัตกรรมไข่ไก่ไร้กรงและระบบอาหารที่ยั่งยืนระดับโลก
บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด (CATALYST) วิสาหกิจเพื่อสังคมที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2563 ประกาศเดินหน้ารุกบทบาท “Business Solution” เชิงสร้างสรรค์ มุ่งหวังเปลี่ยนระบบอาหารและสุขภาพของคนไทยภายใต้แนวคิด “One Health, One Welfare, One Planet” เพื่อแก้ปัญหาวิกฤตโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นพื้นที่อายุยืนหรือ “Blue Zone” แห่งใหม่ของโลก
จากหมอโรคติดเชื้อ สู่ภารกิจลดวิกฤต NCDs นายแพทย์วัชระ พุ่มประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร บริษัท คะตะลิสต์ จำกัด เปิดเผยถึงเบื้องหลังการก่อตั้งว่า จากประสบการณ์ในฐานะอายุรแพทย์โรคติดเชื้อที่เคยรับมือกับทั้ง HIV, โควิด-19 และซาร์ส พบว่าแท้จริงแล้วสาเหตุหลักที่คร่าชีวิตคนไทยในปัจจุบันไม่ใช่โรคติดเชื้อ แต่เป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น มะเร็ง หัวใจ เบาหวาน และถุงลมโป่งพอง
ข้อมูลที่น่าตกใจระบุว่า โรค NCDs เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของคนไทยสูงถึง 74% หรือประมาณ 400,000 คนต่อปี สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวมกว่า 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี ซึ่งรวมถึงค่ารักษาพยาบาลโดยตรงและมูลค่าความสูญเสียจากการที่ประชากรเสียความสามารถในการทำงาน
นพ.วัชระ เน้นย้ำว่าปัญหาเหล่านี้เชื่อมโยงกับระบบอาหารและสวัสดิภาพสัตว์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะการทำปศุสัตว์แบบอุตสาหกรรมที่เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึง 14.5% ของทั้งโลก ดังนั้นจึงเกิดแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวภายใต้คอนเซ็นป์ “One Health, One Welfare, One Planet”
แนวคิด One Health สุขภาพคน สัตว์ และโลก คือเรื่องเดียวกัน
คะตะลิสต์ขับเคลื่อนงานผ่านแนวคิดที่เชื่อว่าสุขภาพของมนุษย์จะดีได้ สภาพแวดล้อมและสัตว์ที่เป็นแหล่งอาหารต้องมีสวัสดิภาพที่ดีด้วย (One Health, One Welfare, One Planet) โดยหนึ่งในโครงการเรือธงคือ “Happy Egg” หรือการส่งเสริมการเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ขังกรง (Cage-Free)
นพ.วัชระ ได้ชี้ให้เห็นความแตกต่างของคุณภาพไข่จากระบบนี้ว่า ไข่ไก่แบบ Cage-Free จะมีโครงสร้างไข่ขาวที่หนาแน่นถึง 3 ชั้นและไม่มีกลิ่นคาว ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนในเชิงธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ธุรกิจเบเกอรี่อย่าง “ผึ้งน้อยเบเกอรี่” และ “ปั้นคำหอม” ที่เปลี่ยนมาใช้ไข่ Cage-Free จนสามารถตัดต้นทุนการใช้สารแต่งกลิ่นวานิลลาที่มีราคาสูงถึงกิโลกรัมละหลักหมื่นบาทออกไปได้ เนื่องจากไข่ไม่มีกลิ่นคาวและยังให้รสชาติที่หอมอร่อยกว่าเดิม ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าได้ในระยะยาว
Business Solution โมเดลในการขับเคลื่อน
การขับเคลื่อนจึงเป็นสร้างการเปลี่ยนแปลงด้วยพลังพันธมิตร สิ่งที่ทำให้คะตะลิสต์แตกต่างคือการวางตัวเป็น “Business Solution” ที่เน้นการสร้างสัมพันธ์เชิงบวก (Positive Engagement) มากกว่าการใช้แคมเปญกดดัน โดยจะเข้าไปเป็นที่ปรึกษา (Consultant) และตัวกลางในการเชื่อมโยง (Matching) ระหว่างผู้ผลิตและผู้ซื้อผ่านระบบ “Happy Egg Connect”
“เราไม่มองใครเป็นคู่แข่ง แต่เรามองหาจุดที่เป็น ‘Win-Win’ สำหรับทุกฝ่าย” นพ.วัชระกล่าว ปัจจุบันมีพันธมิตรภาคธุรกิจกว่า 20 แห่งออกพันธสัญญา (Commitment) ที่จะเปลี่ยนมาใช้ไข่ไก่ไร้กรง 100% อาทิ โรงแรมในเครือ Mandarin Oriental, Four Seasons และ Best Western รวมถึงร้านอาหารชั้นนำอย่าง “ครัวเจ๊ง๊อ” ที่เริ่มเปลี่ยนมาใช้แล้วเช่นกัน
ในด้านการผลิต คะตะลิสต์กำลังขยายผลสู่ฟาร์มขนาดใหญ่ เช่น “ชัยพรฟาร์ม” ที่ตั้งเป้าเปลี่ยนแม่ไก่ 1 ล้านตัวสู่ระบบไร้กรงภายใน 5 ปี รวมถึงการสร้างโมเดลวิสาหกิจชุมชนอย่าง “ลุงวุฒิ” ที่พังงา ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลี้ยงไก่ไข่ในสวนปาล์มแบบปล่อยอิสระสามารถสร้างรายได้และเป็นอาชีพที่ยั่งยืนให้แก่ชุมชนได้จริง
ปัจจุบันไข่ไก่ในระบบ Happy Egg มีสัดส่วนเพียง 5% ของตลาดการบริโภคไข่ทั้งหมด 54 ล้านฟองต่อวัน ซึ่งนับว่าน้อยมาก คะตะลิสต์หวังว่าจะขับเคลื่อนให้ระบบการเลี้ยงไก่แบบปล่อยธรรมชาติได้ความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะผู้เลี้ยงรายใหญ่ และรวมไปถึงผู้เลี้ยงรายย่อย ซึ่งผู้สนใจสามารถรับคำปรึกษาได้จากคะตะลิสต์
ปูทางสู่ “Smart Food Hub”
นพ.วัชระ ยังมองไกลไปถึงการผลักดันประเทศไทยให้เป็น “Smart Food Hub” ที่เน้นการบริโภคอาหารตามแนวทาง Planetary Health Diet คือการกินอาหารที่เน้นพืชเป็นหลัก (Plant-rich diet) ลดอาหารแปรรูป (Processed Meat) เช่น ไส้กรอกและเบคอน ซึ่ง WHO จัดเป็นสารก่อมะเร็งอันดับ 1 เพื่อช่วยลดอัตราการตายจาก NCDs และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 49% ภายในปี ค.ศ. 2050
เป้าหมายสูงสุดของโครงการนี้ คือการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น Smart Food Hub โดยตั้งเป้าให้ประเทศไทยมีระบบอาหารที่ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืนภายใน 10-15 ปีข้างหน้า
เพื่อเป็นการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง คะตะลิสต์เตรียมจัดงานสัมมนาออนไลน์ระดับนานาชาติ “International Symposium on NCD SMART Food 2026” ในวันที่ 7 เมษายน 2569 โดยเชิญวิทยากรระดับโลกอย่าง Dr. Michael Greger ผู้เขียนหนังสือ “How Not To Die” มาร่วมแบ่งปันองค์ความรู้ในการใช้พลังของอาหารเพื่อรักษาและป้องกันโรค
“เป้าหมายของเราคือการทำให้ประเทศไทยไม่ได้เป็นแค่ครัวของโลกที่เน้นปริมาณ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ผู้คนทั่วโลกให้ความเคารพ (Respect) ในฐานะจุดหมายปลายทางด้านสุขภาพและความยั่งยืน หรือ Blue Zone ที่แท้จริง” นพ.วัชระ กล่าวทิ้งท้าย
