ผู้เขียน: 2 Cents
“เปรู รู้ก่อนเที่ยว” ในตอนแรกเป็นเกร็ดความรู้ ที่บอกตั้งแต่เรื่องอัตราแลกเปลี่ยน ภาษาที่ใช้ การสื่อสาร การใช้แท็กซี่ จองโรงแรม อะไรต่างๆ ส่วนในตอนที่ 2 นี้ เราจะชวนรู้เรื่องทัวร์ การจองตั๋วต่างๆ เราไม่มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับบริษัทที่เราพูดถึงนะคะ
เริ่มกันเลยค่ะ
พูดถึงเปรู คนส่วนมากจะนึกถึง Machu Picchu บางคนมาแค่เที่ยว Machu Picchu เท่านั้น แต่จริงๆ เปรูยังมีอะไรที่อื่นให้เที่ยวอีกเยอะ และสวยกว่าที่เราคิดมาก ถ้ามีเวลาขอแนะนำให้เที่ยวที่อื่นด้วยนะคะ
เวลาเราเห็นรูป ดูสารคดี เห็นอะไรที่อยากไปเราจะจดไว้ ถามว่าไปเปรูครั้งนี้ไปครบทุกที่ในลิสต์ที่เราอยากไปไหม คำตอบคือไม่ สถานที่ในเปรูที่อยู่ในลิสต์แต่เราไม่ได้ไป คือ Paron Lake กับ Colca Canyon ซึ่งดูแล้วทั้งสองอันพอจะหาที่อื่นไปที่คล้ายๆ กันได้ เลยไม่ค่อยผิดหวังเท่าไหร่ อย่าง Paron Lake นี่เราดูแล้วจะคล้าย Peyto Lake ใน Canada ที่เราเคยไปและไปได้ง่ายกว่า (ใครอยากเห็นรออ่านทริป Canadian Rockies นะคะ ที่นั่นก็สวยมากๆ) ส่วน Colca Canyon ก็ดูเหมือนหุบเขาที่เราเคยไปมาอย่าง Iceland
ส่วนที่เป็นหนึ่งเดียวในโลก หรือเกือบหนึ่งเดียว หาที่อื่นไม่ได้อีกแล้วหรือหาได้ยากมาก ได้ไปครบ ก็เลยถือว่าการเที่ยวประเทศนี้ของเราครบจบสมบูรณ์
ปกติเราจะชอบเที่ยวแบบขับรถเที่ยวเอง แต่ด้วยความที่เราพูดและอ่านภาษาสเปนไม่ได้เลย เราเลยขอชิมลางด้วยการใช้ทัวร์กับรถสาธารณะ ถ้าดูว่าพอจะขับไหว ทริปอเมริกาใต้ประเทศอื่นอาจจะขับดู แต่พอไปแล้วก็คิดว่าทริปอื่นใช้บริการทัวร์กับรถสาธารณะต่อไปคงดีกว่า
การขับรถที่นี่ไม่ง่าย สภาพถนนเส้นหลักๆ ถือว่าดี แต่ป้ายถนนเป็นภาษาสเปนหมด และถนนย่อยๆ อย่างถนนเข้า Paracas National Reserve ถนนไป Moray, Maras เป็นถนนลูกลังหลายสิบกิโลเมตร เห็นแล้วสงสารรถมาก และคนขับรถค่อนข้างเร็ว โดยเฉพาะรถบรรทุก ไม่แนะนำให้ขับรถเที่ยวนะคะ อยากไปไหนซื้อทัวร์ไปดีกว่า
เที่ยวในเปรู นอกจาก Machu Picchu แล้ว ที่อื่นไปกับทัวร์จะสะดวกกว่า แต่ Machu Picchu นั้นไม่ต้องไปกับทัวร์นะคะ ไปเองได้ง่ายมาก และประหยัดกว่าด้วย
=====
การเลือกทัวร์
การหาข้อมูลทุกอย่างเราเริ่มต้นจากการเสิร์ชหาในกูเกิ้ลกับเว็บท่องเที่ยวอย่าง Viator หรือ Tripadvisor โดยใช้คีย์เวิร์ดที่เราอยากไป เช่น “Nazca Lines tour” “Machu Picchu tour” แล้วก็ไล่คลิกดูตามผลที่ออกมา ซึ่งจะมีเยอะมากๆ และมีมากมายหลายราคา แต่ส่วนมากก็จะมีรายการทัวร์ที่คล้ายๆ กัน (เหมือนซื้อทัวร์เมืองไทยเรานั่นแหละ)
เวลาเราเลือกทัวร์ ทั้งเลือกทัวร์ที่จะไป และบริษัททัวร์เราจะพิจารณา 3 อย่าง คือรายละเอียดว่าไปไหนบ้าง ออกกี่โมง (สำคัญมากสำหรับคนไม่ชอบตื่นเช้าอย่างเรา) ราคา และรีวิวของคนที่ไปมาแล้ว ที่มีบนเว็บบริษัท, Google, Viator, Tripadvisor ว่าทัวร์เป็นยังไง การบริการดีไหม
นอกจาก 3 อย่างนี้แล้ว เราจะลองส่งข้อความไปถามเขา คำถามอะไรก็ได้ ถ้าบริษัทตอบกลับมาและดูใส่ใจตอบคำถามเรา เราถึงจะเลือก บางบริษัททัวร์ราคาถูกกว่า แต่ไม่ตอบคำถามเรา เราก็ไม่ใช้บริการ ยอมใช้บริษัทอื่นที่แพงกว่า
ถ้าใครสนใจทัวร์ใน Viator คุณจองกับบริษัททัวร์โดยตรงได้นะคะ บนหน้าทัวร์บน Viator จะมีตรงที่เป็น “additional info” เขาจะระบุว่าบริษัทไหนเป็นคนให้บริการ คุณสามารถเช็กทัวร์เดียวกันนั้นบนเว็บบริษัท ส่วนมากจะได้ราคาถูกกว่า แต่ข้อเสียของการจองตรงคือโดยมากจะยกเลิกไม่ได้ จองผ่าน Viator ส่วนมากจะยกเลิกได้จนถึง 24 ชั่วโมง ล่วงหน้า
การติดต่อสื่อสารกับบริษัททัวร์พอถึงเปรูแล้วเราติดต่อผ่าน WhatsApp กับส่งข้อความผ่านมือถือเบอร์เปรู เวลาไม่มี Wi-Fi ก็ติดต่อได้ตลอดไม่มีปัญหานะคะ
=====
Nazca Lines
ทัวร์ไป Nazca Lines จาก Lima จะมีแบบไปวันเดียว ที่ออกเช้ามากๆ และกลับดึกมากๆ คือออกตั้งแต่ตีสามตีสี่ กลับสี่ห้าทุ่ม เพราะระยะทางจาก Lima ไป Nazca Lines ใช้เวลาขับรถประมาณ 6 ชั่วโมง และราคาค่อนข้างสูงที่เราเห็นคือ $300 เหรียญขึ้นไป
ทัวร์ที่เราเลือกไปเป็นทัวร์รถบัส 3 วัน ที่พาไป Huacachina และ Nazca Lines สองที่ในลิสต์ ส่วน Paracas National Reserve นั้นเป็นของแถมที่คุ้มค่ามากๆ

ภาพ: Paracas National Reserve ตอนพระอาทิตย์ตก (ทัวร์เสริม Golden Shadows Trek)
บริษัททัวร์ที่เราไปชื่อ Peru Hop เขาเป็นเหมือนบริษัทรถบัสเป็นหลัก เขามีรถบัสจาก Lima ไป Cusco (ใช้เวลา 2-3 วัน) และมีไปถึง La Paz ในประเทศ Bolivia เลย ใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ไปที่เว็บเขาได้เลยนะคะ https://www.peruhop.com/es/ เขามีทัวร์พาเที่ยวจาก Lima แบบวันเดียว สองวัน สามวัน หรือจะซื้อเป็นบัสพาสจาก Lima ไป Cusco ก็ได้
บัสพาสจะผ่านหลายเมือง คุณจะเลือกหยุดพักที่เมืองไหนกี่วัน ทำอะไรก็ได้ตามใจคุณแต่เขาไม่พาเที่ยว (มีบางรายการที่เที่ยวฟรีสำหรับทุกคน แต่ต้องลงชื่อล่วงหน้า) ถ้าคุณอยากเที่ยวกับบริษัทเขา คุณสามารถซื้อโปรแกรมเที่ยวเสริมได้ หรือคุณจะซื้อทัวร์อื่นเที่ยวก็ได้ เที่ยวเสร็จก็ขึ้นรถบัสเขาไปต่อ แต่จาก Lima ไป Cusco มีช่วงนึงที่ต้องนอนบนรถบัสข้ามคืน ซึ่งเราไม่สู้ เลยซื้อทัวร์ไปถึงแค่ Nazca Lines แล้วกลับไป Lima แล้วก็นั่งเครื่องบินไป Cusco
ทัวร์เขามีออกทุกวัน ทัวร์แบบสองวัน คือไป Huacachina กับ Nazca Lines จะออกเช้ากว่าทัวร์สามวันประมาณชั่วโมงครึ่ง คือออกจาก Lima ประมาณตีสี่กว่า ในขณะที่ทัวร์สามวันไปแวะ Paracas National Reserve และออกตีห้าสี่สิบ เวลาจองทัวร์กับเขา เขาจะมีโรงแรมที่เป็นจุดรับให้เราเลือกว่าจะให้รถเขามารับที่ไหน ใน Lima จะมีไม่มากเพราะรถบัสขับไม่ได้ทุกถนน ขากลับเขาก็จะวนส่งตามที่เราบอกเขาตอนขึ้นรถกลับ รถจะเริ่มรับจาก Lima-Miraflores-Barranco คือถ้าคุณพักที่ Lima รถจะรับคุณเช้าสุด
ทัวร์สองวันกับสามวันราคาต่างกัน $10

ภาพ: แผนที่เส้นทางบินดู Nazca Lines
เขามีทัวร์เสริมที่ไม่รวมในค่าทัวร์ที่เราสามารถเลือกเพิ่มได้ตอนจอง ราคาทัวร์ไม่รวมโรงแรม เขามีโรงแรมให้เลือกตอนจองทัวร์เช่นกัน หรือเราจะจองของเราเองก็ได้ จองแล้วต้องจ่ายเงินออนไลน์ด้วยบัตรเครดิตเลย ถ้ายกเลิกเขาจะชาร์จ 20%
ถ้าไม่ได้เลือกทัวร์เสริมตอนจองแต่เกิดเปลี่ยนใจ สามารถซื้อทัวร์เสริมเพิ่มตอนเริ่มทัวร์ได้ จ่ายเงินสดเท่านั้น
ทัวร์จะไม่มีการระบุที่นั่งบนรถบัส เลือกกันเองตอนขึ้น รถบัสจะเหมือนรถทัวร์ธรรมดาบ้านเรา มีประมาณ 40 ที่นั่ง สะอาด มีห้องน้ำในรถ ที่ไกด์เขาย้ำว่าเฉพาะปัสสาวะเท่านั้น ถ้าอย่างอื่นให้แจ้งเขาแล้วเขาจะหาที่หยุดให้
ราคาเที่ยวสามวันที่เราไปคือ $258 ไม่รวมค่าโรงแรมและค่าอาหาร ถูกกว่าไป Nazca Lines แบบวันเดียวเยอะ และไปทัวร์นี้ได้ไป Huacachina ด้วย เราเลยเลือกไปกับทัวร์นี้
จากการไปมาผลคือ เหนื่อยมาก เพราะทัวร์ออกแต่เช้า และมีกิจกรรมเยอะ วันสุดท้ายจะนั่งรถนานหน่อย แต่สำหรับเราแล้วเป็นอะไรที่ “คุ้มมาก” กับประสบการณ์ที่คงหาที่อื่นไม่ได้อีกแล้ว
=====
ไป “Machu Picchu”
ตอนแรกเราขี้เกียจคิด ก็มองทัวร์ แต่พอดูๆ ไป ก็สรุปว่าไปเองดีกว่า ซึ่งผลคือค่าใช้จ่ายต่อคนประมาณ $195 (เราซื้อตั๋วรถไฟตอนลด 20% จริงๆ มีช่วงที่เขาลด 30% ด้วย แต่เรายังลงวันที่จะไป Machu Picchu ไม่ได้) ในขณะที่ทัวร์จะราคาประมาณ $295-$360 หรือมากกว่า ซึ่งกิจกรรมไม่ต่างอะไรจากที่เราไป
การเดินทางไป Machu Picchu มีขั้นตอนหลักๆ คือนั่งเครื่องบินหรือรถบัสไป Cusco จากนั้นก็นั่งรถไฟไปเมืองที่ชื่อ Aguas Calientes (อ่านว่าอากัส คลาลิเอนเต้) เมืองนี้ไม่มีถนนไปถึงนะคะ ต้องนั่งรถไฟไปหรือเดิน trail ไปเท่านั้น
ถ้าคุณไม่อยากนั่งรถไฟ คุณมีอีกทางเลือกนึงคือเดิน trail ไป Ollantaytambo ใช้เวลาประมาณ 2.5-3 ชั่วโมง trail จะเริ่มจากเมืองที่ชื่อ Hidroeléctrica แล้วเดินตามทางรถไฟไป Ollantaytambo
เมื่อถึง Ollantaytambo คุณก็มีสองทางเลือก คือนั่งรถไฟต่อขึ้นไป Aguas Calientes แล้วนั่งรถบัสต่อขึ้นไป Machu Picchu
หรือคุณจะเดิน trail ที่เขาเรียกว่า Inca trail คือเส้นทางที่ชาว Inca เขาใช้ในอดีต trail นี้จะเริ่มจากแถว Ollantaytambo ไปถึง Machu Picchu เลย
การเดิน Inca trail คุณต้องขึ้นรถไฟจาก Ollantaytambo ไปลงที่สถานีที่เป็นจุดเริ่มของ trail แล้วเดินต่อไปจนถึง Machu Picchu มีระยะทางประมาณ 26 ไมล์ หรือ 43 กิโลเมตร ถ้าจะไป trail นี้คุณต้องใช้เวลาหลายวันนอนเต็นท์ระหว่างทางและคุณควรไปกับทัวร์นะคะ (เราไม่แน่ใจว่าไปเองได้ไหม)
ตั๋วรถไฟไป Aguas Calientes บัตรเข้า Machu Picchu และตั๋วรถบัสขึ้น Machu Picchu เมื่อซื้อ ทางออนไลน์แล้วเขาจะส่งตั๋วมาในอีเมลคุณ นำตั๋วนั้นไปแสดงเวลาใช้บริการ
=====
ตั๋วรถไฟไป Aguas Calientes
รถไฟจะมีออกจาก Cusco (สถานีชื่อ San Pedro) แค่วันละเที่ยว-สองเที่ยว รถไฟใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ใกล้ๆ Cusco จะมีอีกสถานีนึงคือสถานี Peroy (ห่างจาก Cusco ประมาณ 20 นาที) มีวันละ 3-4 เที่ยว รถไฟใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่า
สถานีที่มีรถไฟออกถี่สุดคือ Ollantaytambo (ที่ห่างจาก Cusco ไปประมาณเกือบ 2 ชั่วโมง) มีวันละร่วมสิบเที่ยว รถไฟใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงครึ่ง
ถ้าคุณพักที่ Cusco คุณสามารถซื้อตั๋วแบบ bimodal ได้ คือบริษัทรถไฟเขาจะมีรถบัสมารับคุณ จาก Cusco (แต่ไม่ใช่จากโรงแรมนะคะ คุณต้องไปที่จุดที่เขารับ และกลับจากจุดที่เขาส่งเอง) แล้วก็นั่งในรถบัส 2 ชั่วโมง ไปขึ้นรถไฟที่ Ollantaytambo
เมื่อถึง Aguas Calientes ก็ต่อรถบัสอีกครึ่งชั่วโมงถึงจะถึง Machu Picchu
รถไฟที่วิ่งระหว่าง Cusco กับ Aguas Calientes มีสองบริษัท คือ PeruRail https://www.perurail.com/ กับ Inca Rail https://incarail.com/es/
ทั้งสองบริษัทคุณจองตั๋วได้เองจากเว็บ เว็บเลือกภาษาอังกฤษได้ สะดวกมาก ราคาไม่ต่างกันมาก
PeruRail จะมีรถไฟออกบ่อยกว่า และที่สำคัญเขาจะมีโปรโมชั่นลดราคาอยู่เรื่อยๆ เท่าที่เห็นเขาจะลดสองเดือนล่วงหน้าคือ เดือนมิถุนายนเขาจะมีโปรโมชั่นสำหรับวันเดินทางเดือนสิงหาคมอะไรประมาณนั้น จะมีเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แทบตลอดเวลาที่เราเห็นสูงสุดคือ 30% (แต่ตอนนั้นเรายังลงวันไม่ได้ เลยซื้อไม่ทัน)
รถไฟจะมีสองแบบ คือแบบธรรมดา กับแบบพิเศษ ทั้งสองบริษัทจะมีสองแบบเหมือนกัน แต่เรียกต่างกัน สองแบบนี้ต่างกันนอกจากราคาก็ตรงที่ แบบพิเศษจะมีหน้าต่างที่กว้างกว่า ทั้งด้านข้างและด้านบน ของ PeruRail ชั้นธรรมดาเรียกว่า Expedition ชั้นหน้าต่างกว้างเรียกว่า Vistadome ส่วนของ Inca Rail ชั้นธรรมดาเรียกว่า Voyager ชั้นหน้าต่างกว้างเรียกว่า 360

ภาพ: PeruRail Vistadome กับ Voyager ภาพจากเว็บ PeruRail
ราคาของสองบริษัทก็พอๆ กัน ที่นั่งธรรมดาจะประมาณ $60 ต่อเที่ยว ที่นั่งพิเศษจะประมาณ $90 กว่า เราอ่านรีวิวหลายคนว่าแบบพิเศษไม่คุ้ม บวกกับตอนเราจองโปรโมชั่นมันสำหรับแบบธรรมดา เราเลยจองแบบธรรมดา พอไปมาก็คิดว่าซื้อที่นั่งมีหน้าต่างใหญ่ไม่สำคัญเท่านั่งฝั่งไหน
คือรถไฟจะแล่นเลียบแม่น้ำ โดยขาออกจาก Ollantaytambo ไป Machu Picchu แม่น้ำจะอยู่ด้านซ้าย ช่วง 30-40 นาทีแรก ทั้งสองฝั่งยังพอมีอะไรให้ดู แต่พอไปได้พักนึงด้านขวาจะเป็นกำแพงหินของภูเขาแทบตลอดทาง ต่อให้คุณมีหน้าต่างใหญ่ ก็ไม่เห็นอะไร
ก่อนถึง Aguas Calientes จะมีโบราณสถานอันนึงอยู่ไหล่เขา ก็อยู่ด้านซ้ายอีกเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคุณนั่งฝั่งซ้ายขาไปฝั่งขวาขากลับ คุณจะเห็นวิวแม่น้ำ โบราณสถาน สัตว์ต่างๆ ถ้าคุณนั่งอีกฝั่ง คุณจะเห็นแต่ผนังภูเขาถึงจะมีหน้าต่างกว้างก็ไม่มีอะไรให้ดู
แต่ตอนซื้อตั๋วรถไฟคุณเลือกที่นั่งไม่ได้นะคะ ระบบเขาเลือกให้คุณ จะรู้ที่นั่งตอนคุณได้ตั๋วทางอีเมล
เรื่องที่นั่งตอนเราจองเรารู้แล้วว่าต้องนั่งฝั่งไหนถึงจะดี แต่เราหา seat map เท่าไหร่ก็หาไม่ได้เลยว่าที่นั่งเราอยู่ฝั่งไหน พอขึ้นรถไฟเราเลยจดมาให้แบบในรูป เผื่อใครอยากรู้ว่าที่นั่งตัวเองอยู่ตรงไหนนะคะ

ภาพ: ผังที่นั่งของ PeruRail เลขตรงที่นั่งคู่กัน ริมทางเดินกับริมหน้าต่างอาจจะสลับกันนะคะ เราไม่ได้ดูละเอียด แต่คือสองเลขนั้นนั่งคู่กันตรงนั้น
เราไปกับเพื่อนอีกคนนึง จองตั๋วแยกกัน ปรากฏว่าขากลับได้ที่นั่งห่างกันมากๆ เราอีเมลไปหา PeruRail ว่าเขาจะเปลี่ยนให้เรานั่งด้วยกันได้ไหม เขาตอบกลับมาเร็วมาก และเปลี่ยนที่นั่งให้เราเสร็จในไม่ทันข้ามวัน
ที่นั่งเขาจะเป็นนั่งรอบโต๊ะ ส่วนมากจะเป็นแบบ 4 ที่นั่ง คือมีโต๊ะอยู่ตรงกลางแล้วสี่คนนั่งหันหน้าเข้าหากัน แต่ละตู้จะมีแค่ 4 โต๊ะที่เป็นนั่งสองคนโดยไม่มีใครข้างหน้า อันนี้เราก็รู้อยู่แล้ว แน่นอนว่าคน friendly อัธยาศัยดีแบบเราภาวนาขอให้ได้ที่นั่งสองคน และเราก็ได้ที่นั่งสองคน ฝั่งแม่น้ำทั้งขาไปขากลับเลย แต่เสียนิดนึงตรงที่นั่งหันหน้าสวนทางกับทางที่รถไฟไป
บนรถไฟไม่มี Wi-Fi ให้ใช้นะคะ มีห้องน้ำซึ่งก็สะอาดใช้ได้ แต่เราไม่ได้ใช้นะ และเขาจะมีบริการเครื่องดื่มหนึ่งแก้วสำหรับชั้นธรรมดา สำหรับชั้นพิเศษจะมีของว่างให้ด้วย
อ้อ จริงๆ PeruRail เขามีอีกชั้นนึงที่เรียกว่า Hiram Bingham ที่ราคาประมาณ $400 เราว่ามันเว่อร์ไปอ่ะ แต่เผื่อใครสนใจนะคะ
รถไฟขากลับที่เราขึ้น มีการเดินแฟชั่นโชว์ของพนักงานให้ดูด้วย
=====
ตั๋วรถบัสขึ้น Machu Picchu
พอถึง Aguas Calientes คุณต้องนั่งรถบัสอีกครึ่งชั่วโมงขึ้นไป Machu Picchu อันนี้มีบริษัทเดียวคือ https://comprar.consettur.com/ ซื้อตั๋วจากเว็บได้เลยเหมือนกัน แต่เว็บนี้เป็นภาษาสเปนอย่างเดียว แต่ก็ไม่ยากค่ะใช้กูเกิ้ลช่วยแปลเอาได้ ตอนเราไป (สิงหาคม 2566) ค่าตั๋วขาละ $12 ไปกลับ $24
หรือถ้าไม่อยากขึ้นรถบัสไปสามารถเดินขึ้นได้นะคะ ระยะทางประมาณ 3.4 กิโล ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ชั่วโมง เพราะเป็นทางขึ้นเขา
ส่วนรถนั้นเขาขับวนขึ้นลงตลอดเวลา คือรถเต็มก็ออก ถ้าอยู่ในช่วงเวลาตั๋ว Machu Picchu คุณรอไม่เกิน 10-15 นาทีก็ออก แต่ถ้ายังไม่ถึงช่วงเวลาตั๋ว Machu Picchu ของคุณ เขาจะไม่ให้ขึ้น ต้องยืนรอในแถวจนกว่าจะใกล้ถึงเวลาเข้า Machu Picchu ของคุณ เขาถึงจะให้ขึ้น
ที่ขึ้นรถบัสห่างจากสถานีรถไฟคือเดินแค่ไม่กี่นาที ไม่มีทางหลง แถวนั้นจะมีร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่หลายร้าน กินอะไรรองท้องก่อนขึ้นไปก็ดีนะคะ
=====
ตั๋วเข้า Machu Picchu
ซื้อตรงจากเว็บเขาได้เลยอีกเหมือนกัน https://www.machupicchu.gob.pe/ เว็บเขาในส่วนข้อมูลจะมีภาษาอังกฤษให้เลือก แต่ตรงที่ซื้อตั๋วจะเป็นภาษาสเปน แต่ไม่ยุ่งยาก ใช้กูเกิ้ลช่วยแปลแต่ละช่องที่ต้องกรอกได้ หรือใช้เพจนี้ช่วย https://www.machupicchu-explorer.com/blog/how-to-buy-machu-picchu-tickets/ แต่เราจำได้ว่าตอนเราซื้อมันจะไม่เหมือนตามเพจนี้เป๊ะๆ
ตั๋วเข้า Machu Picchu ราคาจะเป็น Sol เพราะฉะนั้นพอเปลี่ยนเป็นเงินไทยหรือดอลล่าร์ แต่ละวันจะไม่เท่ากันนะคะ และจะมี 5 แบบ (เรียงตามลำดับในช่องที่เขามีให้เลือกตอนคุณซื้อตั๋วนะคะ) โดยราคานี้ ณ เดือนสิงหาคม 2566
- แค่เดินชมเมือง Machu Picchu (circuit 1, 2, 3, 4) – S/.152
- เดินชมเมือง Machu Picchu และขึ้นเขา Wanapicchu – S/.200
- เดินชมเมือง Machu Picchu และขึ้นเขา Machupicchu – S/.200
- เดินชมเมือง Machu Picchu และขึ้นเขา Huchuypicchu – S/.152
- เดินชมเมือง Machu Picchu และไป Inca Bridge – S/.152
ถ้าคุณไม่ปีนเขา แค่เข้าไปเดินชมเมือง ก็เลือกอันแรก Circuit 1, 2, 3, 4 คุณจะเดินได้ทั่ว แล้วแต่ว่าคุณจะเดินทางสั้นหรือยาว ถ้าเดินตามทางยาวสุดแบบเรื่อยๆ ไม่รีบจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง ถึง 3 ชั่วโมง
ใครที่คิดจะขึ้นเขา ขอให้พิจารณาความพร้อมของร่างกายคุณให้ดีนะคะ เพราะ Machu Picchu การชมเมืองต้องเดินเยอะมาก แล้วก็สูงกว่าปกติที่เราอยู่เยอะ

ภาพ: แผนที่ทางเดินใน Machu Picchu จาก https://www.walkmyworld.com/posts/machu-picchu-circuits
นอกจากเลือกประเภทตั๋วแล้ว คุณต้องเลือกเวลาเข้าด้วย เพราะตั๋วจะระบุเวลาเข้าเป็นช่วงละชั่วโมง เริ่มตั้งแต่ 6-7 โมงเช้า ไปถึงบ่าย 2-3 โมง เป็นช่วงสุดท้ายของแต่ละวัน แต่ละช่วงเวลาจะจำกัดจำนวน 180 คน
นั่นคือถ้าคุณซื้อตั๋วเวลา 9-10 โมงเช้า คุณจะเข้าก่อน 9 โมงไม่ได้ แต่ตอนเราเข้ามีคนมาเข้าหลังเวลาตั๋วเขา 2 ชั่วโมง เจ้าหน้าที่เขาให้เข้านะคะ
ตั๋วเข้า Machu Picchu จะหมดเร็ว โดยเฉพาะช่วงเช้า จะหมดก่อนตั๋วเข้าช่วงบ่าย ยิ่งช่วง peak อย่างช่วงสิงหาคม ควรซื้อล่วงหน้าสักสองเดือน
การซื้อตั๋วทุกอย่างนอกจากชื่อแล้วต้องใช้วันเดือนปีเกิดและเลขพาสปอร์ต ดังนั้นจะซื้อเผื่อคนอื่นไม่ได้และพยายามให้มั่นใจก่อน ว่าคุณจะเข้าไปเที่ยวเวลานี้แน่ๆ ค่อยซื้อ เช็กตัวสะกดชื่อ วันเกิด เลขพาสปอร์ตให้ถูก เพราะรู้สึกว่าจะแก้ไขไม่ได้
เนื่องจากตั๋วเข้า Machu Picchu มีข้อจำกัดมากที่สุด และหมดเร็วสุด ดังนั้นคุณควรจะตัดสินใจเรื่องเวลาเข้า ให้เร็วที่สุด และซื้อตั๋วเข้า Machu Picchu เป็นอันดับแรก แล้วค่อยซื้อตั๋วรถไฟและรถบัส
=====
Machu Picchu ไม่จำเป็นต้องไปกับทัวร์
จะมีบริษัทขายทัวร์ไป Machu Picchu มากมายหลายทัวร์ ทั้งแบบวันเดียว สองวัน แต่ไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์นะคะ คุณจองทุกอย่างได้เองราคาถูกกว่า และเลือกเวลาที่คุณสะดวกได้เลย คือทัวร์ส่วนมากเขาจะเข้า Machu Picchu ตอนเช้า
ผลก็คือลูกทัวร์จะต้องตื่นเช้ามากๆ ถ้าเป็นทัวร์วันเดียวก็จะออกจาก Cusco ตีสี่อะไรแบบนั้น ถ้าเป็นทัวร์สองวันก็จะออกจากโรงแรมที่ Aguas Calientes ตีห้า เพื่อขึ้นรถไปเปิด Machu Picchu ตอนหกโมง นัยว่าเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น แต่เราอ่านรีวิวหลายที่ พูดเหมือนกันว่าพระอาทิตย์ขึ้นหลังเขาจะไม่เห็นพระอาทิตย์จนประมาณ 8 โมง และช่วงเช้าจะมีหมอกปกคลุมบริเวณเมือง บางทีต้องสิบโมงหมอกถึงจะหมด
เราเลยเลือกที่จะเข้าช่วงบ่าย (จริงๆ มันคือข้ออ้างในความขี้เกียจตื่นเช้า 555) แต่คุณจะเข้าตอนไหนยังไงก็จองเองได้หมดนะคะไม่จำเป็นต้องซื้อทัวร์ค่ะ
ถ้าคุณอยากไปเอง แต่ไม่มั่นใจที่จะซื้อตั๋วเข้า Machu Picchu กับตั๋วรถบัสขึ้น Machu Picchu เพราะเว็บเป็นภาษาสเปน คุณสามารถซื้อผ่านเว็บบริษัททัวร์ได้ มีหลายบริษัทที่มีบริการนี้ กูเกิ้ล “Machu Picchu ticket” หาดูได้ แต่ราคาก็จะแพงกว่าซื้อเองหน่อย เพราะเขาคิดค่าบริการของเขา
=====
เข้า Machu Picchu ต้องมีไกด์
ตามกฎของ Machu Picchu ทุกคนที่เข้าไปต้องมีไกด์พาเดิน หลายคนก็ไม่แคร์ไม่จ้าง ส่วนเราเราคิดว่าถ้าจะไปบ้านเขา ก็ทำตามกฎเขา แล้วไปเที่ยวที่แบบนี้ ถ้าจะให้ได้อะไรมากกว่ารูปถ่าย ก็คงต้องมีไกด์คอยบอกคอยอธิบาย จะจ้างไกด์ล่วงหน้า หรือจะไปหาเอาที่โน่นก็ได้ค่ะ จะมีคนมาเสนอตัวตั้งแต่ตอนคุณรอรถบัสเลย ขึ้นไปถึงด้านหน้าก็ยังมีไกด์หาลูกค้าอยู่
ถ้าจะจ้างไกด์ล่วงหน้า ก็เสิร์ช “Machu Picchu private guide” หาบนกูเกิ้ลได้เลยค่ะ ราคาจะอยู่ที่ $60-$80 ต่อกลุ่ม รู้สึกว่าจะไม่เกิน 9 คน บางบริษัทจะมีให้คุณร่วมใช้ไกด์กับคนอื่น คิดราคา $15 แต่จะมีแค่วันละไม่กี่ช่วงเวลา ถ้าจะเอาเวลาตามใจเราจริงๆ ก็ต้องจ้างสำหรับกลุ่มเราเอง แต่จะไม่จ้างล่วงหน้ารอไปจ้างตอนถึงนั่นเลยก็ได้
ตอนเรายืนรอรถบัสขึ้นไป Machu Picchu ก็มีคนมาเดินถามเราว่าต้องการไกด์ไหม ขึ้นไปถึงหน้า Machu Picchu เราก็เห็นไกด์ยืนรอกันเต็มเลย ถ้าไปจ้างตอนถึงตามที่เราอ่านจากเว็บจะราคาประมาณ $50 และสามารถต่อรองราคาได้นะคะ
ส่วนตัว เราเป็นคนไม่ชอบความเสี่ยง เลยจ้างไกด์ล่วงหน้า
=====
กฎของ Machu Picchu
นอกจากกฎเรื่องไกด์แล้ว อีกเรื่องคือ ห้ามเอาเป้ใหญ่ (ยาวเกิน 16 นิ้ว) เข้าไปนะคะ เอาไปได้แค่เป้ใบย่อมๆ ส่วนการเที่ยว Machu Picchu เขาจะมีเส้นทางให้คุณเดินตามทาง เข้าทางนึง ออกทางนึง คุณจะเดินย้อนกลับไม่ได้
ก่อนไปเราเมลคุยกับไกด์ เขาบอกว่าเราจะใช้เวลาเดินอยู่ใน Machu Picchu ได้ประมาณ 3 ชั่วโมง คือคุณจะนั่งหรือหยุดอยู่ตรงไหนนานๆ ไม่ได้ เจ้าหน้าที่เขาจะคอยบอกให้คุณขยับเดินต่อ แต่ตอนเราเดิน เราไม่เห็นเขาไล่ใครนะ
ใน Machu Picchu ไม่มีห้องน้ำหรือสิ่งอำนวยความสะดวกอะไรเลยนะคะ คุณต้องเดินเองอย่างเดียว ห้องน้ำจะอยู่ตรงทางเข้า
อีกอย่างนึงคือควรเอาขวดน้ำที่เป็นแบบใช้ซ้ำได้เข้าไป ไม่ใช่ขวดพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้งนะคะ เพราะในนั้นไม่มีถังขยะ ตอนเราไปเห็นมีขวดทิ้งอยู่ข้างทางใบสองใบ นักท่องเที่ยวบางคนก็ไม่น่ารักเลย
=====
ที่เที่ยวอื่นๆ
แถว Cusco นอกจาก Machu Picchu ก็มีที่เที่ยวอื่น เช่น Rainbow Mountain, Humantay Lake, Sacred Valley ฯลฯ พวกนี้ถ้าจะไปซื้อทัวร์ไปสะดวกที่สุด
ส่วนตัวเรานอกจาก Machu Picchu แล้ว เราไปเที่ยวที่ Ollantaytambo, Chinchero, Maras, Moray ทั้งหมดนี้เป็นโบราณสถานที่อยู่ในบริเวณที่เรียกว่า Sacred Valley อีกที่นึงที่เราไปคือ Vinicunca หรือที่เขาเรียกว่า Ranbow Mountain แล้วก็นั่งรถเมล์เที่ยวรอบเมืองวันนึงเพื่อให้ร่างกายปรับตัวก่อนไป Rainbow Mountain

ภาพ: ตราแสตมป์ Machu Picchu และ Vinicunca บนพาสปอร์ตของผู้เขียน
ถ้าอยากรู้ว่าแต่ละที่เป็นยังไง กูเกิ้ลดูได้นะคะ หรือรออ่านตอนถัดๆ ไป เราจะเขียนเรื่องที่ไปเที่ยวแต่ละที่มาให้อ่านค่ะ
=====
Sacred Valley
แถว Cusco ยังมีโบราณสถานอีกหลายที่ ถ้าจะเที่ยวโบราณสถานเหล่านี้ต้องซื้อตั๋ว โดยตั๋วเขาจะมีหลายแบบ คือ
- แบบเข้าโบราณสถานได้ทั้ง 13 แห่ง ที่เขาเก็บค่าเข้า ราคา S/.130 ใช้ได้ 10 วัน
- ตั๋วแบบเข้าได้บางโบราณสถานที่ราคาถูกกว่า คือ S/.70 แต่ใช้ได้ในเวลาที่สั้นกว่าคือ
- ตั๋วเข้า Sacsayhuaman, Q’enko, Tambomachay and Puca Pucara ใช้ภายใน 1 วัน
- ตั๋วเข้า Museum of Regional History, Museum of Contemporary Art, Koricancha Museum, Museum of Popular Art, Native Music and Dance Centre, Pachacutec Monument, Pikillacta & Tipon ใช้ภายใน 2 วัน
- ตั๋วเข้า Pisac, Ollantaytambo, Chinchero & Moray ใช้ได้ภายใน 2 วัน Maras จะเก็บค่าเข้าของเขาเอง ราคา S/.10
บัตรเข้าพวกนี้สามารถซื้อได้ที่โบราณสถานที่เก็บค่าเข้าอันแรกที่เราไป เขารับเงินสดเท่านั้น ไม่รับบัตรเครดิต ไม่สามารถซื้อออนไลน์ได้
เราพักที่ Ollantaytambo สองวันช่วงที่ไป Machu Picchu เข้าวันที่จะย้ายมาพักที่ Cusco เลยเดินไปเที่ยว Ollantaytambo
ส่วนอีก 3 ที่คือ Chinchero, Maras, Moray เราใช้บริการของ Taxidatum เป็นแท็กซี่จาก Ollantaytambo มา Cusco แล้วแวะเที่ยวระหว่างทาง
ปกติคนขับเขาจะแค่ขับไปส่งเราแล้วรอ เขาไม่ใช่ไกด์ แต่คนขับที่พาเราไป เขาเดินใน Chinchero กับเราด้วย แล้วก็เล่าประวัติศาสตร์อะไรนิดหน่อย
=====
Rainbow Mountain: Vinicunca หรือ Palccoyo
Rainbow Mountain คือเขาที่มีสีสันสวยงาม อันดั้งเดิมคือ Vinicunca ตอนนี้มีอีกที่นึงที่เป็นภูเขาที่มีสีสันที่เขาเพิ่งโปรโมท คือ Palccoyo Mountain
กิจกรรมนี้เป็นอะไรที่เราคิดหนักสุดว่าจะไปมั้ย เพราะอายุเราก็ไม่น้อยและเขานี้อยู่ในระดับความสูงมากๆๆ และขอเตือนสำหรับคนที่คิดจะไป ให้พิจารณาความพร้อมของร่างกายตัวเองให้ดี เพราะทั้งสองที่อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆๆๆ ถ้าไม่ได้เตรียมร่างกายให้ดีให้ชินกับความสูง มีโอกาสที่จะเกิด Elevation sickness ได้ ควรไปหลังจากอยู่ Cusco สักสองสามวันแล้ว ไม่ควรไปวันแรกที่มาถึง Cusco นะคะ
Palccoyo จะไปง่ายกว่า Vinicunca เพราะอยู่ต่ำกว่า และทางเดินไปก็สั้นกว่า เรียบกว่า Vinicunca จะมีความสูงประมาณ 17,000 ฟุต ในขณะที่ Palccoyo จะสูงประมาณ 16,000 ฟุต การจะไปทั้งสองเขานี้ ทัวร์เขาจะพาไปส่งที่จุดจอดรถ และต้องเดินจากจุดจอดรถขึ้นไป
Vinicunca จะต้องเดินระยะทางประมาณเกือบ 4 กิโลเมตร ไปกลับประมาณ 7 กิโลเมตรกว่า เริ่มเดินที่ความสูงประมาณ 15,000 ฟุต และจบที่ความสูงประมาณเกือบ 17,000 ฟุต เขาบอกว่าใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง
ส่วน Palccoyo นั้นจะต้องเดินประมาณ 2 กิโลเมตร ไปกลับ 4 กิโลเมตร และทางค่อนข้างเรียบ เขาว่าใช้เวลาประมาณไม่ถึงชั่วโมง
ทั้งสองที่เราสามารถหาตัวช่วยได้ด้วยการขี่ม้าแทนที่จะเดิน จะมีชาวบ้านจูงม้าแคระให้บริการตลอดทาง เท่าที่เราอ่านขานึงจะประมาณ S/.50-60 ต่อรองราคาได้
ทัวร์ที่เดินขึ้นไปแบบนี้จะออกแต่เช้าตรู่แบบตีสามกว่าตีสี่ เพราะนอกจากจะนั่งรถนานแล้วยังต้องใช้เวลาเดินนานด้วย
ราคาทัวร์จะมีตั้งแต่ $20 กว่าไปจนถึง $40 หรือมากกว่าเลย
สำหรับ Vinicunca จะมีทัวร์อีกแบบที่เราขับ ATV เข้าไปแทนที่จะเดิน คือทัวร์เขาจะไปส่งเราที่จุด ATV เราซ้อมขับ ATV อยู่สักสิบนาที แล้วเขาก็จะขับนำเราไป ไปแบบนี้เราจะเข้าไปถึงที่ฐานของจุดชมวิวเลย ต้องเดินขึ้นเนินเพื่อไปจุดชมวิวหน่อยเดียว (แต่แค่นี้ก็เหนื่อยมาก ต้องหยุดหอบทุก 5-6 ก้าวเลย)
ทัวร์แบบนี้จะแพงกว่า ราคาตั้งแต่ $70 ไปถึงเกิน $100 เรายังไม่เห็นทัวร์ไป Palccoyo ที่ขับ ATV นะ คงเพราะเดินไม่ไกล
เราเลือกไป Vinicunca เพราะมันเป็นต้นฉบับของ Rainbow Mountain และเราเลือกทัวร์แบบขับ ATV ไป เพราะไม่อยากเสี่ยงกับการเดินขึ้นเขาบนความสูงขนาดนั้น

ภาพ: ไปทัวร์ที่ขับ ATV ไป Vinicunca (จะไปถึงฐานของจุดชมวิว ซึ่งจุดชมวิวจะอยู่บนเนินด้านขวา แต่แค่เดินระยะแค่นี้ก็ต้องหยุดหอบหลายรอบ)

เริ่มแรกเราจะไปกับบริษัทที่ Viator ขายทัวร์ ราคาบนเว็บบริษัทคือ คนละ $80 ถูกกว่าราคาบน Viator แต่เราอีเมลไปถามรายละเอียดเพิ่มเติมเขาไม่เคยตอบมาเลย
เราเลยหาที่อื่น ไปเจออีกบริษัทนึงที่ตอบคำถามเราดีมาก แถมราคาก็ถูกกว่าเยอะ เราเลยเลือกไปกับทัวร์นี้ที่ราคาS/.310 หรือ $85 ต่อคันสำหรับสองคน มีค่าผ่านทางอีก 2 ที่ รวม S/.25 (ราคาตอนนี้คือ S/.320 หรือ $87 ถ้าจะขับคนเดียวราคาคือ S/.180 หรือ $49)
นี่เป็นลิงก์บริษัทที่เราไปนะคะ https://freewalkingtourcusco.com/rainbow-mountain-on-atv-1-day/ เราว่าทัวร์เขาโอเคเลย คือออกไม่เช้าเกินไปและเราได้เห็น Vinicunca แบบไม่ทรมาณตัวเองเกินไป ทัวร์อื่นที่แพงกว่าอาจจะมีอะไรดีกว่า แต่สำหรับเราคือเราพอใจกับทัวร์นี้
ปัญหาอย่างนึงคือ คนที่ไปส่วนมากจะเป็นคนเปรู และไม่ค่อยรักษาเวลากันเท่าไหร่ เลยกลับถึงโรงแรมช้ากว่ากำหนดพอสมควร
และเราก็แนะนำมากๆ ว่าใครสนใจจะไป ไปกับทัวร์ที่ไปด้วย ATV จะสะดวกและปลอดภัยกว่าทัวร์ที่เดินขึ้นไปนะคะ และควรใส่เสื้อผ้าหนาๆ หลายๆ ชั้น รวมทั้งเตรียมถุงมือ หมวก ผ้าพันคอไปด้วย บนโน้นหนาวจริงๆ และลมแรงด้วย
=====
สรุป
ขอสรุปสั้นๆ ว่า ทุกทัวร์ที่เราไปเราขอแนะนำค่ะ อาจจะโหด อาจจะเหนื่อย อาจจะเพลีย แต่สำหรับเราคือ “คุ้มมากๆ” ไม่รู้กี่ครั้งที่เราพูดกับเพื่อนว่า ถ้าไม่มานี่เสียดายแย่เลย (แต่จริงๆ ถ้าไม่ไปเราก็ไม่รู้ว่ามันน่าเสียดาย) “เปรูสวยกว่าที่เราคิดมาก”
มีอย่างนึงในเปรูที่เราไม่แนะนำเลยคือ เครื่องดื่มที่เรียกว่า Inca Kola มันไม่อร่อยเลยอ่ะ แต่อาจจะเป็นที่เราก็ได้ ลองดูสักขวดก็ได้ค่ะ แล้วตัดสินใจเองว่าชอบไหม
รายละเอียดการเที่ยวแต่ละที่พร้อมรูปประกอบเราจะเขียนแยกอีกตอนนะคะ แต่ก่อนจะไปถึงเรื่องเที่ยว มีอีกเรื่องนึงที่สำคัญมากที่เราอยากแชร์
=====
เรื่องนี้สำคัญมาก “ควรรู้”
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมากในการเตรียมตัวไปเที่ยวแถว Machu Picchu คือ Elevation sickness หรือ Altitude sickness เพราะเมือง Cusco นั้นสูงกว่าระดับน้ำทะเลประมาณ 11,152 ฟุต หลายคนอาจมีอาการ Elevation sickness หรือแพ้ความสูงได้ ส่วนมากจะมีอาการเล็กน้อย แต่บางคนอาจจะมีอาการรุนแรง ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิตได้
แต่จริงๆ แล้วมีวิธีการที่จะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดอาการนี้ได้ จึงควรรู้และเตรียมตัวให้ดีก่อนมา เพื่อการเที่ยวที่สนุกและปลอดภัยนะคะ ตอนนี้ยาวมากแล้ว เราเลยขอเขียน Elevation sickness ไว้ในตอนที่ 3 โปรดอ่าน เพราะสำคัญมากจริงๆ

