Home » NTT DATA ปักธง Agentic AI ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มครบวงจร

NTT DATA ปักธง Agentic AI ขับเคลื่อนด้วยแพลตฟอร์มครบวงจร

โดย กองบรรณาธิการ
41 views

ตอกย้ำบทบาทผู้นำเทคโนโลยี หนุนนำองค์กรไทยสู่ “AI-Native Enterprise” ด้วยกลยุทธ์ Agent First มุ่งสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรม AI ที่ใช้งานได้จริงในระดับอุตสาหกรรม

แรงกระเพื่อมทางเศรษฐกิจโลกและพลังกดดันทางการแข่งขันที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้องค์กรธุรกิจในประเทศไทยต้องปรับกระบวนทัศน์ครั้งใหญ่เพื่อไปสู่ Digital Transformation และดำเนินการอย่างเร่งด่วน หนึ่งในกลยุทธ์คือ การนำ AI มาใช้ ซึ่งวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่ได้กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการสร้างประสิทธิภาพ ความยืดหยุ่น และการเติบโตในระยะยาว

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุค Generative AI (GenAI) ที่เน้นการสร้างเนื้อหา ไปสู่ยุคของ “Agentic AI” ซึ่งเป็น AI ที่สามารถปฏิบัติงานได้ด้วยตนเองอย่างมีเป้าหมายและปรับตัวได้ตามสถานการณ์

ธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย กรรมการผู้จัดการ NTT DATA, Inc. ประเทศไทย กล่าวว่า ภารกิจสำคัญของบริษัทในปัจจุบันคือการเป็น “Trusted End-to-End Digital Transformation Partner” ที่จะช่วยพาองค์กรไทยก้าวข้ามจากการทดลองใช้งาน AI ในวงแคบ ไปสู่การเป็น “AI-Native Enterprise” อย่างเต็มรูปแบบ โดยเน้นการสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้จริง (Outcome-based) ภายใต้โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล

ก้าวสู่ยุค Agentic AI และ Autonomous Enterprise

ในช่วงสองปีที่ผ่านมา องค์กรส่วนใหญ่ได้ทำความรู้จักกับ GenAI ในฐานะเครื่องมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานรายบุคคล (Individual Productivity) ข้อมูลจากรายงานของ NTT DATA ระบุว่ากว่า 97% ของซีอีโอคาดการณ์ว่า GenAI จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ และ 99% ขององค์กรมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มในด้านนี้ อย่างไรก็ตาม แนวโน้มของตลาดในปัจจุบันกำลังเคลื่อนที่ไปสู่สิ่งที่เรียกว่า “Autonomous Enterprise” หรือองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติอัจฉริยะในทุกกระบวนการหลักของธุรกิจ

“ความน่าสนใจของตลาดไทยคือคนทำงานกว่า 72% เริ่มมีการนำ AI มาใช้ในงาน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 22% สิ่งนี้สะท้อนถึงความพร้อมในด้านทักษะและความกระตือรือร้นของบุคลากรไทยในการรับเทคโนโลยีใหม่ แต่โจทย์ใหญ่ในปัจจุบันคือการเปลี่ยนผ่านจากการใช้งานแบบกระจัดกระจาย (Playtime is over) ไปสู่การใช้งานในระดับอุตสาหกรรม (Industrialization) โดยเทคโนโลยีที่กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญคือ Agentic AI ซึ่งแตกต่างจาก GenAI ทั่วไปตรงที่มันไม่ได้เพียงแค่โต้ตอบตามคำสั่ง แต่สามารถตัดสินใจ ปฏิบัติงานร่วมกันเป็นระบบ (Collaborative AI Agents) และเชื่อมโยงเข้ากับระบบปฏิบัติการหลักของธุรกิจ (Intelligent Operations) เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม” ธนพงษ์ กล่าว

ความท้าทายในระดับองค์กร

แม้ว่าหลายองค์กรจะเริ่มนำ AI ไปใช้งานแล้ว แต่ความท้าทายสำคัญคือการขยายผล (Scale) ให้ครอบคลุมทั้งองค์กร นายธนพงษ์ชี้ให้เห็นว่าองค์กรไทยส่วนใหญ่ยังเผชิญกับข้อจำกัดจากระบบไอทีแบบเดิม (Legacy Systems) โครงสร้างข้อมูลที่กระจัดกระจาย และการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะด้าน AI ในขณะที่ระดับผู้บริหาร (C-Level) กำลังตั้งคำถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และแนวทางการนำ AI เข้ามาฝังไว้ในกระบวนการทำงานหลัก (Business Operations) เพื่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ

ปัจจุบัน ความต้องการของลูกค้าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การซื้อเทคโนโลยี แต่เป็นการมองหาพาร์ทเนอร์ที่สามารถให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ และมีความสามารถแบบครบวงจร (Full-Stack) องค์กรต้องการ “Intelligent Operations” ที่ช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มความเร็วในการออกสู่ตลาด (Time-to-market) และยกระดับประสบการณ์ลูกค้า (Customer Experience) ซึ่งข้อมูลจากผลการศึกษาของ NTT DATA ชี้ชัดว่า องค์กรที่เป็นผู้นำด้าน AI (AI Leaders) มีแนวโน้มที่จะสร้างรายได้เติบโตมากกว่าองค์กรทั่วไปถึง 2.5 เท่า และรักษาอัตรากำไรได้สูงกว่า 3.6 เท่า

“Agentic AI Factory” ขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ Full-Stack

เพื่อตอบโจทย์การทรานส์ฟอร์มในระดับอุตสาหกรรม NTT DATA ได้นำเสนอกลยุทธ์ “Agent First Strategy” โดยใช้แพลตฟอร์มสำคัญที่เรียกว่า “Agentic AI Factory” ซึ่งเป็นเฟรมเวิร์กมาตรฐานที่ช่วยให้องค์กรสามารถพัฒนา ติดตั้ง และบริหารจัดการ AI Agents ได้อย่างรวดเร็วและทำซ้ำได้ แพลตฟอร์มนี้จะช่วยเชื่อมโยงระหว่าง “AI ที่ปรับแต่งมาเฉพาะงาน” (Optimized AI) กับ “AI จากผู้ให้บริการรายใหญ่” (Hyper Scalers) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่น ประสิทธิภาพ และต้นทุนที่เหมาะสม

จุดเด่นของ NTT DATA คือความสามารถในการให้บริการแบบ Full-Stack ที่ครอบคลุม 4 เสาหลักสำคัญ:

  1. AI Strategy: การให้คำปรึกษาเพื่อวางกลยุทธ์ที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายทางธุรกิจ
  2. AI Model: การคัดเลือกและประยุกต์ใช้โมเดล AI ที่เหมาะสมจากพาร์ทเนอร์ระดับโลก เช่น OpenAI, Gemini, Anthropic รวมทั้งการใช้โมเดลเฉพาะของ NTT
  3. Cloud & Infrastructure: โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แข็งแกร่ง รวมถึงดาต้าเซ็นเตอร์ประสิทธิภาพสูงเพื่อรองรับการประมวลผล AI ซึ่ง NTT มี Data Center ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าองค์กรในประเทศไทย
  4. AI Security & Governance: การสร้างธรรมาภิบาลและความมั่นคงปลอดภัยในการใช้งาน AI อย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible AI)

ธนพงษ์ กล่าวเปรียบเปรยว่า “AI เหมือนกับรถ Formula 1 ส่วน ธรรมาภิบาล และความปลอดภัย คือเบรกชั้นยอดที่ทำให้คุณกล้าขับรถด้วยความเร็วสูงที่สุด เพราะคุณมั่นใจได้ว่าระบบจะยังอยู่ภายใต้การควบคุม”

ก้าวสู่การเป็นพันธมิตรการทรานส์ฟอร์มระยะยาว

ในประเทศไทย NTT DATA มีพนักงานกว่า 1,600 คน เป็นผู้ให้บริการไอทีรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่ง โมเดลธุรกิจของบริษัทได้เปลี่ยนผ่านจากผู้รับจ้างทำโปรเจกต์ไอที (Project-based) ไปสู่การเป็น Transformation Partner ที่เน้นผลลัพธ์และความต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการทำงาน 3 ระยะ (Transformation Journey):

  • Design Stage: การประเมินความพร้อม วางพิมพ์เขียว และสร้างโรดแมปเชิงกลยุทธ์
  • Implement Stage: การพัฒนา ทดสอบ และติดตั้งระบบ พร้อมการฝึกอบรมบุคลากร
  • Sustain Stage: การวัดผล ปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง และการให้บริการแบบ Managed AI Services เพื่อสร้างมูลค่าในระยะยาว

สำหรับโมเดลธุรกิจใหม่ NTT DATA เน้นความยืดหยุ่นผ่านรูปแบบการคิดค่าบริการตามการใช้งานจริง (Consumption-based) หรือตามผลลัพธ์ทางธุรกิจ (Outcome-based) ซึ่งช่วยให้ลูกค้ารับความเสี่ยงน้อยลงและเห็นผลตอบแทนที่ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้าง “Future Workforce” ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและโครงการพัฒนาทักษะภายใน เพื่อให้มั่นใจว่าบุคลากรไทยจะมีความพร้อม (Digital Literacy) ในยุคที่ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของวิถีการทำงาน

ในฐานะบริษัทที่ได้รับรางวัล Top Employer ทาง NTT DATA ยังคงเดินหน้าลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ระดับ 20 เมกะวัตต์ และการสร้างศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence – COE) เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับโลกให้เข้ากับบริบทของตลาดท้องถิ่น (Global Grade, Local Delivery)

อย่างไรก็ตาม NTT DATA ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นเครื่องมือในการ “ปลดล็อกศักยภาพมนุษย์และองค์กร” เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืน การก้าวไปสู่ AI-Native Enterprise จึงไม่ใช่การเปลี่ยนเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างวัฒนธรรมการทำงานใหม่ที่ผสานทั้งเทคโนโลยี ข้อมูล และศักยภาพของคนเข้าด้วยกัน เพื่อให้องค์กรไทยสามารถแข่งขันได้บนเวทีโลกอย่างมั่นคง

You may also like

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลการใช้งานของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลและรวบรวมสถิติวิจัยทางด้านการตลาด การวิเคราะห์แนวโน้ม ตลอดจนนำมาปรับปรุง และควบคุมการทำงานของเว็บไซต์ ทั้งนี้ หากท่านไม่ยินยอม ท่านยังสามารถใช้งานเว็บไซต์ได้ปกติ ยอมรับทั้งหมด