จากรายงานของ Deloitte เกี่ยวกับทิศทางอุตสาหกรรมค้าปลีกโลกปี 2026 คาดการณ์ว่า เป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้ประกอบการต้องอาศัยความคล่องตัว ความฉลาดทางข้อมูล และระเบียบวินัยในการบริหารจัดการท่ามกลางตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI เป็นหลัก
แม้ว่าหลักการพื้นฐานของการค้าปลีกอย่างการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ความรอบคอบทางการเงิน และความเป็นเลิศในการดำเนินงานจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่รายงานระบุว่าปี 2026 จะเป็นบททดสอบความสามารถในการ “ปรับตัว” (Adaptability) ในรูปแบบใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม
ข้อมูลจากการสำรวจผู้บริหารค้าปลีกระดับโลกพบว่า แม้จะมีปัจจัยลบทางเศรษฐกิจ แต่ผู้บริหารส่วนใหญ่ (96%) ยังคงเชื่อมั่นว่ารายได้จะเติบโต และ 81% คาดการณ์ว่ากำไรจะเพิ่มขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพและนวัตกรรมดิจิทัล
สำหรับประเด็นสำคัญประกอบด้วย 5 พลวัตที่จะเข้ามาปรับโฉมหน้าอุตสาหกรรมค้าปลีกนับจากนี้ไป ได้แก่…
- ผู้บริโภคที่เน้น “คุณค่า” คือรากฐานใหม่ที่ยั่งยืน:
ในปี 2026 พฤติกรรมการเลือกซื้อสินค้าของผู้บริโภคจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยไม่ได้เป็นเพียงการตอบสนองชั่วคราวต่อภาวะเงินเฟ้อ แต่เป็นการนิยามคำว่า “คุณค่า” ใหม่ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม ผู้บริหารค้าปลีกมองว่าผู้บริโภคจะยอมลดระดับแบรนด์ (Trading down) หรือเลือกช่องทางที่คุ้มค่ามากกว่าความสะดวกสบาย
อย่างไรก็ตาม คุณค่าที่ผู้บริโภคมองหาไม่ได้หมายถึง “ราคาถูก” เพียงอย่างเดียว แต่ครอบคลุมถึงคุณภาพ บริการหลังการขาย โปรแกรมสมาชิก และแม้กระทั่งทัศนคติของพนักงาน ผู้ค้าปลีกจึงหันมาให้ความสำคัญกับการเสริมความแข็งแกร่งให้สินค้าแบรนด์ตัวเอง (Private-label) และการสร้างประสบการณ์ Omnichannel ที่ไร้รอยต่อเพื่อส่งมอบคุณค่าที่ตรงใจเป็นรายบุคคล
- จาก AI ทดลอง สู่การใช้งานจริงในเชิงพาณิชย์:
เทคโนโลยี AI กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงโครงการนำร่องไปสู่หัวใจหลักของการดำเนินงานค้าปลีกอย่างรวดเร็ว รายงานระบุว่าผู้ค้าปลีกกำลังเร่งนำ “Agentic AI” หรือเอไอที่สามารถตัดสินใจและดำเนินการได้เองมาใช้ในการกำหนดราคา การทำ Personalization และการวางแผนงาน
ที่น่าสนใจคือพฤติกรรมการช้อปปิ้งกำลังเปลี่ยนไปสู่การมี AI เป็นตัวกลาง (AI intermediaries) โดยผู้บริโภคเริ่มใช้ ChatGPT หรือ AI แชทในการค้นหาและตัดสินใจซื้อสินค้ามากขึ้น สิ่งนี้ส่งผลให้ความจงรักภักดีต่อแบรนด์อาจลดลงหาก AI เน้นนำเสนอสินค้าที่ “คุ้มค่า” หรือ “เหมาะสม” ที่สุดแทนชื่อเสียงของแบรนด์ ผู้ค้าปลีกจึงต้องปรับฐานข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้ AI เข้าถึงและประมวลผลได้ง่ายเพื่อไม่ให้แบรนด์สูญหายไปจากระบบการค้นหา
- การตลาดและประสบการณ์ลูกค้าในยุค AI:
กลยุทธ์การตลาดในปี 2026 จะมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการภายในองค์กร (In-house) และการใช้ AI เป็นลำดับแรกเพื่อเพิ่มความคล่องตัวและลดการพึ่งพาเอเจนซี่ภายนอก เครื่องมือการตลาดจะถูกยกระดับสู่การทำ Hyper-personalization ที่สามารถปรับเปลี่ยนแคมเปญได้ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายแบบเรียลไทม์
นอกจากนี้ Retail Media Networks (RMNs) จะกลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญ โดยผู้ค้าปลีกจะใช้ข้อมูลที่มีค่าของตนเพื่อดึงดูดเม็ดเงินโฆษณา ทั้งจากคู่ค้าโดยตรงและแบรนด์ในกลุ่มธุรกิจอื่น (Non-endemic advertising) เพื่อสร้างผลกำไรในระยะยาว
- การปฏิรูปห่วงโซ่อุปทานเพื่อความยืดหยุ่น:
ท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศและความผันผวนของต้นทุน ผู้ค้าปลีกกว่า 95% คาดการณ์ว่าต้นทุนจะสูงขึ้นและกำลังปรับปรุงซัพพลายเชนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น กลยุทธ์สำคัญคือการลดความเสี่ยงด้วยการทำ Onshoring, Nearshoring และการกระจายฐานผู้ผลิตเพื่อลดระยะเวลาในการขนส่งและตอบสนองต่อความต้องการของตลาดได้เร็วขึ้น
การนำ AI มาใช้เพื่อสร้างทัศนวิสัยในการมองเห็นข้อมูลตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain visibility) จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยลดต้นทุนด้านลอจิสติกส์และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าคงคลัง
- ความแข็งแกร่งทางการเงินและการบริหารจัดการกำไร:
ในสภาวะที่การเติบโตเป็นเป้าหมายหลักแต่ต้นทุนมีแนวโน้มสูงขึ้น ผู้ค้าปลีกต้องใช้ระเบียบวินัยทางการเงินอย่างเข้มงวด กลยุทธ์ที่จะนำมาใช้เพื่อรักษาอัตรากำไร ได้แก่ การปรับเกณฑ์การส่งฟรีให้สูงขึ้น การปรับสัดส่วนสินค้าไปสู่กลุ่มที่มีกำไรสูง และการปรับราคาสินค้าขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ผู้บริหารจะเน้นการลงทุนในส่วนที่ควบคุมได้และสร้างความได้เปรียบจากการควบคุมต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วยเพิ่มผลิตภาพในสเกลที่ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนโดยไม่กระทบต่อความไว้วางใจของผู้บริโภค
โดยสรุป ภารกิจสำหรับผู้นำค้าปลีกในปี 2026 คือการยึดมั่นในหลักการพื้นฐานและยกระดับด้วยเทคโนโลยี AI และข้อมูลเชิงลึก ผู้ชนะคือผู้ที่สามารถเปลี่ยน “ความสามารถในการปรับตัว” ให้กลายเป็นขีดความสามารถเชิงกลยุทธ์ โดยเน้นสิ่งที่ควบคุมได้และส่งมอบคุณค่าที่แท้จริงให้แก่ผู้บริโภค ซึ่งจะช่วยกำหนดทิศทางของอุตสาหกรรมค้าปลีกในยุคต่อไป
ข้อมูลจาก: https://www.deloitte.com/us/en/insights/industry/retail-distribution/retail-distribution-industry-outlook.html
